
คำถามพ่วงประชามติ (1)
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
อาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ุ และคณะ ได้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว เป็นรัฐธรรมนูญที่ท่านเรียกว่า ฉบับปราบโกง เพราะท่านเน้นเรื่องการสร้างกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นและกำจัดคนไม่ดีที่มีมลทินติดตัวโดยเฉพาะจากการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ให้เข้าสู่ถนนการเมือง ป้องกันไม่ให้นักการเมืองเลวๆ เข้ามาสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตแบบเดิมๆ หรือทุจริตโดยผ่านนโยบาย
วันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้ประชาชนมีโอกาสใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงทั่วประเทศกันอีกครั้ง เพื่อลงมติว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศต่อจากรัฐบาล คสช.หรือไม่ โดยมี 2 ประเด็นที่ประชาชนจะต้องลงคะแนนเสียง คือ
1.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... ทั้งฉบับ
2.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประเด็นเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
ประเด็นที่ 2 เป็นคำถามพ่วงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต้องการให้มีการถามคำถามพ่วงไปกับการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นไปตามมาตรา 37 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557
ทำไมจะต้องมีคำถามพ่วงในการลงประชามติด้วย จะให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่ได้หรือ
คำตอบก็น่าจะชัดเจนว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้ต่อจากรัฐบาลทหารนั้น จะเป็นรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ และเมื่อสนช.มีความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้อำนาจไว้ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย
คนไทยส่วนใหญ่คาดหวังว่ารัฐธรรมนูญที่จะใช้ต่อไปน่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีกลไกแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่าปัญหาบ้านเมืองที่ผ่านมาคืออะไร เหตุใดจึงต้องเกิด คสช. หากไม่ยอมเสียเวลาในการวางรากฐาน วางกลไกในการแก้ปัญหาบ้านเมือง ทั้งๆ ที่รู้กันดีอยู่ว่าปัญหาคือความขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งเกิดจากนักการเมืองที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล นักการเมืองที่ใช้อำนาจบริหารแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นปัญหาที่แท้จริง ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะออกแบบเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีเพียงใดก็ตาม หากผู้ปฏิบัติไม่อยู่ในกรอบ ไม่เคารพกฎกติกา ยังคงใช้รัฐธรรมนูญในแบบของศรีธนญชัยแล้ว รัฐธรรมนูญดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไร ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปตามที่หวังได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมายมากกว่าจะเป็นปัญหาจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งปี 2540 และ 2550 ต่างก็บัญญัติห้ามนักการเมืองทุจริตกระทำผิดกฎหมาย เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ห้ามรับตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดระยะเวลาไว้ 5 ปี ที่เรียกกันว่าเว้นวรรคทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีบทบัญญัติห้ามนักการเมืองทุจริตรับตำแหน่งทางการเมือง ไม่ต่างจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ เพียงแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่จำกัดเวลาเพียง 5 ปี แต่เป็นการห้ามรับตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป
การห้ามนักการเมืองทุจริตไม่ให้รับตำแหน่งทางการเมือง ในหลักการเป็นสิ่งที่ดี แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาสำหรับประเทศไทยกลับไม่มีสภาพบังคับ ไม่สามารถบังคับได้จริง เราจะเห็นปรากฏการณ์นอมินี หรือไม่ก็หุ่นเชิด นักโทษอยู่ต่างประเทศ ไม่กล้าเข้ามาในประเทศ ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็ตั้งคนของตนเองเป็นนายกฯ นอมินี แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ดั่งใจ ก็ตั้งญาติพี่น้องเป็นนายกฯ แทน ตั้งได้กระทั่งคนที่ไม่ประสีประสาทางการเมือง ไม่มีความสามารถ ไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่จะเป็นผู้นำประเทศ ให้เป็นหุ่นเชิด โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไร
นักการเมืองที่ต้องเว้นวรรคทางการเมือง แต่มีศักยภาพที่จะเป็นรัฐมนตรีได้ ก็ส่งภรรยาบ้าง ส่งน้องบ้าง ส่งคนสนิทบ้าง เข้ามารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี มีหน้าที่เพียงเปิดงาน เซ็นเอกสาร ส่วนผู้ที่มีอำนาจบริหารที่แท้จริงก็รู้ๆ กันอยู่ว่า คือนักการเมืองที่ถูกเว้นวรรคนั่นแหละ ใครจะของานอะไร จะจ่ายใต้โต๊ะกันอย่างไร ไม่มีใครไปหารัฐมนตรีในตำแหน่งกันหรอก ทุกคนวิ่งเข้าหาคนที่ถูกเว้นวรรคทางการเมืองกันทั้งนั้น
การตั้งนอมินีหรือหุ่นเชิด กลับเป็นผลดีกับนักการเมืองเหล่านี้ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมาย นอมินีหรือหุ่นเชิดก็ได้ประโยชน์ นอกจากได้หน้าได้ตาแล้ว จะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวบ้านด้วย
สส.ที่เรียกตัวเองว่าผู้ทรงเกียรติ เป็นเหมือนลูกจ้างบริษัท ทำตามคำสั่งเจ้านาย สิ้นเดือนก็แบมือขอเงินค่าตอบแทน จึงไม่แปลกที่ สส.บางคนไม่ว่างหรือไม่อยากอยู่ในสภาตอนดึกเพื่อผ่านกฎหมายอัปยศล้างผิดให้นักโทษหนีคดี ตามคำสั่งของนายใหญ่ที่เป็นเสมือน CEO ของสภา จะไม่ทำตามก็ไม่ได้ จึงต้องฝากเพื่อนเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญอย่างเลวทรามมาก
ฉะนั้น แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญที่ลงทุนลงแรงร่างกันทุกฉบับ ไม่ว่าจะดีเลิศหรูเพียงใดก็ไม่สามารถนำมาใช้กับนักการเมืองไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างได้อย่างแท้จริง ไม่เว้นแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยที่กำลังจะลงประชามติกันอยู่นี้
การที่ สนช.พ่วงคำถามให้ประชาชนแสดงประชามติว่า เห็นชอบด้วยหรือไม่ที่จะให้บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้วุฒิสภาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ในช่วงเวลา 5 ปี ของการใช้รัฐธรรมนูญ แม้จะดูเหมือนว่า เป็นประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แต่แท้ที่จริงแล้ว หากประชาชนเห็นด้วยกับคำถามพ่วง ผลที่จะเกิดขึ้นคือ การคัดเลือกคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่อาจไม่ใช่นักเลือกตั้ง
ด้วยเหตุนี้นักการเมืองจึงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกมาต่อต้าน
สัปดาห์หน้า เรามาดูต่อว่า คำถามพ่วงจะมีผลอย่างไร







