
โอกาสทางธุรกิจที่ก้นบึ้งของพีรามิด (ตอน 1)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
ผมชอบหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “The Fortune of the Bottom of the Pyramid.. Eradicating Poverty through Profits” แปลตามความได้ว่า“โชค...ที่ก้นบึ้งของพีรามิด การขจัดความยากจนด้วยผลกำไร” แต่งโดยคุณ C.K. Prahalad ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านกลยุทธ์องค์กรและธุรกิจระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา
หนังสือเล่มนี้แปลกมาก เพราะพูดถึงวิธีการทำธุรกิจกับคนจน โดยคนจนที่พูดถึงในหนังสือเล่มนี้นั้นมีรายได้ต่ำกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐ/ปี หรือประมาณ 1 แสนบาท/ปี แต่มีประชากรรวมกันทั่วโลกมากกว่า 4,500 ล้านคนทีเดียว โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ
หนึ่ง ความเข้าใจผิดๆ
เกี่ยวกับปัญหาความจน
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่มีสมมติฐานเกี่ยวกับเรื่องความจนที่ผิดๆ 3 เรื่อง คือ หนึ่ง ประเทศยากจนเพราะประเทศนั้นไม่มีทรัพยากร สอง การลงทุนที่ดีที่สุดในประเทศเหล่านี้คือการลงทุนในเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาล และสาม ประเทศที่ร่ำรวยจะสามารถลดความยากจนของประเทศที่ยากจนได้ ด้วยการส่งความช่วยเหลือให้ประเทศยากจนได้สร้างระบบสาธารณูปโภคและโครงการต่างๆ
นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรูที่มีชื่อว่า เฮอร์นานโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) ได้กล่าวถึงวิธีที่จะแก้ไขความยากจนไว้ว่า “คนจนไม่ได้จนเพราะว่าเขาขาด...ทรัพย์สินหรือทรัพยากร แต่จนเพราะว่าเขาขาดเงินทุน” ดังนั้นวิธีที่จะแก้ไขเรื่องความยากจนในประเทศที่ยากจนก็คือ การแก้ไขกฎหมายให้คนจนสามารถแปลงทรัพย์สินของตนให้กลายเป็นเงินทุนได้ เพื่อให้คนจนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
สอง ธุรกิจที่ทำกับคนยากจนมักจะเป็นธุรกิจนอกระบบ
เนื่องจากข้อจำกัดของคนจนที่ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ทำให้มีการให้เงินกู้นอกระบบเกิดขึ้น หลายเมืองในประเทศอินเดียพบว่าธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงถึง 25% ต่อปี ในขณะที่เงินกู้นอกระบบจะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 600-1,000% ต่อปีทีเดียว ซึ่งทำให้ธุรกิจเหล่านี้เจริญเติบโตรุ่งเรืองจากกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก แต่จะทำให้คนที่กู้เงินไปไม่สามารถจะลืมหูลืมตาหาเงินคืนได้หมดสักที
วิธีแก้ไขให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำจะมีอยู่ 2 ทางด้วยกัน คือ วิธีแรก การแปลงทรัพยากรมาเป็นเงินทุน ตามแนวทางของศาสตราจารย์ เดอ โซโต เช่น การให้สิทธิแก่ชาวนากู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เป็นต้น ดังนั้นชาวนาจะต้องเป็นชาวนาจริงๆ และทำบัตรชาวนาเสียก่อน จากนั้นรัฐจึงให้สิทธิในการกู้เงินนั้นแก่ชาวนา
อีกวิธีหนึ่งคือ การให้เงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบ แต่ก็ยังสูงเพียงพอที่จะชักจูงให้ผู้ประกอบธุรกิจอยากจะนำเงินมาปล่อยกู้ เมื่อปีที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้อนุมัติใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อสำหรับประชาชนระดับฐานราก หรือที่หลายๆ คนมักจะเรียกกันว่า “นาโนไฟแนนซ์” โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 36% ต่อปี
ในขณะที่เงินกู้นอกระบบคิดดอกเบี้ย 5-10% ต่อเดือน หรือมากกว่านั้น ผลที่ออกมาก็คือชาวบ้านยังคงต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบอยู่ดี เพราะเอกชนไม่อยากปล่อยเงินกู้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังต่ำมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดจากหนี้สูญ
ทางแก้ในกรณีนี้คือ รัฐบาลอาจจะต้องปรับดอกเบี้ยให้สูงกว่านี้อีก เช่น อาจจะสูงถึง 50% ต่อปี หรือมากกว่านั้น เพื่อจูงใจให้เอกชนอยากเข้ามาทำธุรกิจปล่อยกู้ให้กับคนจน และแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนี้จะสูงมากก็ตาม แต่ก็ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เงินกู้นอกระบบปล่อยให้คนจนกู้อยู่ดี
สาม การทำธุรกิจกับคนจน
การทำธุรกิจกับผู้คนที่จนมากนั้น มีหลักการง่ายๆ อยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ ความสามารถที่จะซื้อได้ ความสามารถที่จะเข้าถึงได้ และความสามารถในการหาสินค้าได้
- ความสามารถที่จะซื้อได้ เนื่องจากคนจนจำนวนมากจะสามารถที่จะหาเงินได้เพียงพอแก่การกินอยู่วันต่อวันเท่านั้น คนจนนิยมที่จะซื้อสินค้าให้เพียงพอกับการใช้งานไปวันๆ เท่านั้น ดังนั้นจึงมีสินค้าจำนวนมากมายที่ออกขนาดเล็กเพื่อใช้เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น เช่น แชมพู ผงซักฟอก น้ำมันพืช เป็นต้น
- ความสามารถที่จะเข้าถึงคนจน ส่วนใหญ่จะต้องทำงานทั้งวัน ดังนั้นจะมีเวลาบ้างก็ในช่วงเย็นเท่านั้น ร้านสะดวกซื้อตอบโจทย์การเข้าถึงได้ของผู้คนในกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี
- ความสามารถในการหาสินค้าได้ คนจนจะเก็บเงินสดไว้ได้ไม่นาน ดังนั้นเขาเหล่านั้นจะพยายามใช้เงินเกือบจะทันทีที่มีเงิน ดังนั้นสินค้าที่จะได้เปรียบในการทำตลาด จึงจำเป็นที่จะต้องหาได้ง่าย และมีให้ซื้อตลอดเวลา
ในวันพรุ่งนี้เราจะคุยกันต่อถึงโอกาสทางธุรกิจที่จะทำกับคนจน โดยเราจะคุยถึง “หลักการ 12 ข้อ ในการทำธุรกิจกับคนจน” แล้วพบกันนะครับ







