
ฟังเสียงของประชา
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในบ้านเราขณะนี้ส่อไปในทิศทางว่าอาจจะเกิดความไม่สงบราบรื่นขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ และอาจมีผลต่อการจัดลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.ที่จะถึงนี้ รวมถึงอาจมีผลต่อกำหนดการจัดการเลือกตั้งที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ในปี 2560 อีกด้วย
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในบ้านเราขณะนี้ส่อไปในทิศทางว่าอาจจะเกิดความไม่สงบราบรื่นขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ และอาจมีผลต่อการจัดลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.ที่จะถึงนี้ รวมถึงอาจมีผลต่อกำหนดการจัดการเลือกตั้งที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ในปี 2560 อีกด้วย
การดำเนินการจับกุมผู้ต่อต้านการควบคุมตัวนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยก็ดี การแสดงท่าทีข่มขู่ของผู้นำรัฐบาลที่จะดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีต่อผู้รณรงค์สวมเสื้อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ทำหน้าที่ประธานก็ดี ล้วนไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้แทบทั้งสิ้น
จริงอยู่ว่ารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แกนนำสำคัญอีกรายได้ตอกย้ำมาอย่างต่อเนื่องว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2560 แต่การดำเนินการของรัฐบาลก่อนจะก้าวไปถึงจุดนั้นล้วนสวนทางกับวิถีทางประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
จริงอยู่ว่ารัฐบาล คสช.เป็นคณะนายทหารที่ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์เต็มรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นใดๆ จากพลเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครอง จะออกคำสั่งใดออกมาบังคับใช้เพื่อการใด เวลาใดก็ย่อมได้ทุกกรณี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินและการส่งต่ออนาคตการเมืองในช่วงเวลานี้ ก็เพื่อการสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างยั่งยืน
ไม่มีใครสนับสนุนการเข่นฆ่ากันเองของคนในชาติ ไม่มีใครส่งเสริมหรือเห็นชอบให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งผูกขาดประเทศนี้ไปบริหารโดยใช้นโยบายที่ไม่มีความเป็นธรรม ไม่ต่างจากบรรดาข้าราชการทหารในกองทัพก็คงคิดเห็นไปทิศทางเดียวกันนี้ไม่แตกต่างกัน
ฉะนั้น ไม่สายจนเกินไปที่คสช.ควรได้ไตร่ตรองและปรับทิศการดำเนินนโยบายทางการเมืองอย่างเข้มข้น เป็นนโยบายที่มีไมตรีและรับฟังความเห็นต่าง เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ร่วมกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศ
หากไม่ยอมทบทวนหรือใคร่ครวญการดำเนินการในเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่สังคมการเมืองไทยจะเดินเข้าสู่วังวนความขัดแย้งขึ้นอีกในไม่ช้า เมื่อ คสช.ตั้งใจจะจัดให้มีการลงประชามติหวังใช้เสียงของประชาชนกำหนดกติกาสูงสุดในการปกครอง ในระยะนี้ก็ควรเปิดกว้างรับฟังเสียงสะท้อนทั้งข้อดีข้อเสียร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปได้ อย่างน้อย คสช.ก็จะได้จัดให้มีการเลือกตั้งตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.ก็จะได้รับรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงมาจากปัจจัยใด
แต่ถ้าหากช่วงปลี่ยนผ่านนี้เต็มไปด้วยการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน การสกัดกั้น ควบคุมตัวบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐ ย่อมก่อให้เกิดความอึดอัดคับข้องใจ และในท้ายที่สุดความรู้สึกนี้จะสะสมกลายเป็นความเกลียดชัง มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ล้วนขัดแย้งสวนทางต่อนโยบายการสร้างความปรองดองของ คสช.แทบทั้งสิ้น
เมื่อคณะรัฐประหารป่าวประกาศจะสร้างความสงบสุขให้เกิดต่อชาติ และจะรีบคืนความสุขให้ประชาชนในไม่ช้า ก็ต้องกระทำโดยการสร้างความยินยอมพร้อมใจ การสร้างชาติไม่อาจทำได้คนเดียวฉันใด การสร้างประชาธิปไตยก็ไม่สามารถดำเนินการโดยกองทัพเพียงองค์กรเดียว







