
หวังโครงการรัฐดัน1,550 จุด
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตปรับเพิ่มเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2559 เป็น 1,550 จุด จากประมาณการเดิม 1,450 จุด เนื่องจากคาดว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจจะออกมาดีเหนือความคาดหมายของตลาดในครึ่งหลังปีนี้ และน่าจะทําให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าระดับเฉลี่ย โดยปัจจัยผลกดดันในระยะใกล้ ได้แก่ การประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากใกล้จะมีการลงประชามติในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตปรับเพิ่มเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2559 เป็น 1,550 จุด จากประมาณการเดิม 1,450 จุด เนื่องจากคาดว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจจะออกมาดีเหนือความคาดหมายของตลาดในครึ่งหลังปีนี้ และน่าจะทําให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่าระดับเฉลี่ย โดยปัจจัยผลกดดันในระยะใกล้ ได้แก่ การประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากใกล้จะมีการลงประชามติในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้
ครึ่งหลังของปี 2559 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบริการรอบใหม่ และการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และคาดว่าอย่างน้อยเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มเติบโตไม่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่ 3.3% และคาดว่าจะเติบโตปีละ 4% ในปี 2560-2563
นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต คาดว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจจะออกมาดีเหนือความคาดหมายของตลาดในครึ่งหลังปี 2559 เนื่องจากประการแรก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์แตะระดับต่ำสุด และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมกว่า 2.3 แสนล้านบาท ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558-เดือน มี.ค. 2559
“เราคาดว่าการบริโภคจะฟื้นตัวดีขึ้น และการส่งออกน่าจะแตะระดับต่ำสุด หลังประกาศสิทธิประโยชน์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ภายใต้โครงการซูเปอร์คลัสเตอร์ ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีตัวเลขสมัครขอรับสิทธิจากบีโอไอ และทําให้มีการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น ปัจจัยผลักดันระยะใกล้เนื่องจากใกล้ถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือน ส.ค.นี้ จึงเห็น สัญญาณของการเร่งดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยปัจจุบันเริ่มมีการอนุมัติและเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการที่ได้รับการอนุมัติล่าสุดคือรถไฟฟ้า 3 สาย
นอกจากนี้ แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่รวมกันตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีจำนวนรวมถึง 1.05 แสนล้านบาท (1% ของตัวเล ขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) และรัฐบาลยังมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
บล.ธนชาตปรับดัชนีขึ้นไม่มากนักเนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มพลังงาน ธนาคาร และโทรคมนาคม ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน
นอกจากนั้นยังคาดว่าหุ้นขนาดเล็กจะเริ่มมีการดําเนินการที่ดี และธีมการลงทุน คือธีมแรก อัตราผลตอบแทน พันธบัตรมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับต่ำมากต่อเนื่องไปอีกหลายไตรมาส ซึ่งจะเป็น บวกต่อกลุ่มสถาบันการเงิน ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และกองทุนสินทรัพย์ แต่เป็นลบสําหรับธนาคารขนาดใหญ่
ธีมที่สอง ความคืบหน้าของการลงทุนของทั้งภาครัฐ (โครงสร้างพื้นฐาน) และภาคเอกชน (สิทธิพิเศษจากบีโอไอ) ไม่เพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นในระยะใกล้เท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวอีกด้วย
ธีมที่สาม เลือกหุ้นที่มีการเติบโตมากกว่าเศรษฐกิจโดยพิจารณาหุ้นที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจใหม่ หรือมีรายได้ที่มีแนวโน้มสวนทางเศรษฐกิจ
บล.ธนชาต เพิ่มหุ้นบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เข้ามาแทน แม้จะให้นํ้าหนักลงทุนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์น้อยกว่าตลาดแต่ LH นั้นโดดเด่น เนื่องจากคาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัว ด้วยมียอดขายเติบโต 15% และกำไรต่อหุ้นเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในปี 2559-2560 มีงานในมือสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสําหรับรองรับยอดขายปี 2559-2560 มีรายได้ประจำที่สูงราว 40% ของกําไร (ส่วนแบ่งกําไรจาก 4 บริษัทร่วม รวมรายได้ค่าเช่าจากโรงแรมและอพาร์ตเมนต์) และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีที่ 6%
ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศประมาณการจีดีพีใหม่คาดจะขยายตัว 3.1% ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 3.5% ช่วงปลายปีก่อน โดยเป็นการลดในทุกองค์ประกอบยกเว้นการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเป็น 10.7% เทียบ 8.8% จากการประมาณการครั้งก่อน
การบริโภคในประเทศคาดว่าจะขยายตัว 1.8% เทียบ 2.8% จากประมาณการครั้งก่อนขณะที่การส่งออกคาดว่าจะลดลง 2% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัวสำหรับปี 2560 ธปท.คาดจีดีพีจะขยายตัว 3.1% จากประมาณการครั้งก่อน 3%
ธปท.ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในรอบการประชุมวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เพื่อรักษาความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้ใช้ยามจำเป็น และ ธปท.ยังกังวลต่อพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนมากขึ้น หลังอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน
บล.ทิสโก้ คาดว่า ธปท.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไปตลอดปีภายหลังกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25%
ด้านภาวะเงินเฟ้อการขึ้นภาษียาสูบส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจาก 0.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน ม.ค.มาเป็น 0.68% และ 0.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน ก.พ.และ มี.ค.ตามลำดับ โดยหากขจัดผลของภาษียาสูบออก พบว่าเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงเหลือ 0.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน ก.พ. และ มี.ค. ทั้งนี้สะท้อนว่าความต้องการในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ
สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปฟื้นตัวเล็กน้อยเป็นติดลบ 0.46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน มี.ค.จากติดลบ 0.50% ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ธปท.ปรับประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ลงเหลือ 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดิมคาดเพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
บล.ทิสโก้ลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ลงเหลือ 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 0.6% ในครั้งก่อน โดยมีมุมมองสอดคล้องกับ ธปท.ว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-4% ได้ในปีหน้า โดย ธปท.คาดว่าจะขึ้นมาอยู่ที่ 2.4% และ บล.ทิสโก้คาด 2.2%







