posttoday
การเติบโตของความเป็นเผด็จการ

การเติบโตของความเป็นเผด็จการ

24 เมษายน 2559

เผด็จการมีทั้ง “อย่างอ่อน” และ “อย่างแก่” ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดว่า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

เผด็จการมีทั้ง “อย่างอ่อน” และ “อย่างแก่”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูดว่า เผด็จการก็เหมือนคนท้อง เริ่มต้นก็ “ท้องอ่อนๆ” แล้วก็จะ “ท้องแก่” ขึ้นโดยลำดับ ซึ่งคนทั้งหลายต้องคอยสังเกต “อาการ” ให้ดี อยู่ที่ว่าคนทั้งหลายจะช่วยกันประคบประหงม (ถ้ารักใคร่เอ็นดูกัน) หรือซุบซิบนินทา (ที่เกลียดมากๆ อาจจะสาปแช่ง) กระทั่งคลอดออกมา ก็ต้องคอยลุ้นว่าจะออกมา “น่ารักน่าชัง” อย่างไร

ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ก็มีการศึกษาว่าเผด็จการมีกี่รูปแบบ ด้วยการแสดงถึงระดับ “ความอ่อนแก่” ในความเป็นเผด็จการนั้นเป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงใคร่ที่จะรื้อฟื้นมานำเสนอ (เพราะในหลายๆ ประเทศเขาเลิกศึกษาเรื่องนี้แล้ว) จากความรู้เก่าๆ ที่เคยร่ำเรียนมา ผนวกเข้ากับประสบการณ์ตรงที่ได้พบได้เห็นจากเผด็จการของประเทศไทย ในเวลากว่าครึ่งศตวรรษแห่งชีวิตที่เติบโตมานี้ เพื่อให้คนไทยที่ยังจะต้องอยู่ในระบบนี้ไปอีกระยะหนึ่ง (ท่านว่าอย่างน้อยอีก 5 ปี) ว่าเราควรจะอยู่ร่วมกับมันไปอย่างไร

ที่จะว่าต่อไปนี้เป็นของประเทศไทยล้วนๆ

แบบที่ 1 “เผด็จการที่อ้างอิงหรือแสดงออกว่าเป็นประชาธิปไตย” ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดก็คือ “คณะราษฎร” ในช่วงปี 2475-2485 และ “คณะชินวัตร” ในช่วงปี 2544-2557 ลักษณะร่วมก็คือแสดงตนว่าเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจเพื่อรักษาเสถียรภาพและผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งบางครั้งก็ชั่วร้ายหรือสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติมากกว่าเผด็จการแบบอื่นๆ เช่น คณะราษฎรได้สร้างวัฒนธรรมของการเมืองแบบ “ก๊กก๊วน” ที่ทำให้การเมืองไทยไร้เสถียรภาพ หรือคณะชินวัตรที่สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ไม่อายฟ้าดิน” ที่มีการโกงกินมโหฬารและทำให้คนไทยแตกแยก

แบบที่ 2 “เผด็จการที่ค้ำคอหรือบังคับเอาจากประชาธิปไตย” ลักษณะร่วมก็คือ บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ รัฐสภาและรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีกลุ่มอำนาจบางกลุ่มคอยบีบบังคับเอาผลประโยชน์จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้แก่ “ข้าราชการ” และ “ทหาร” โดยใช้ความได้เปรียบในการเกาะกุมอำนาจรัฐผ่านตัวกฎหมายและแผนงานต่างๆ “ตั้งแท่น” ให้นักการเมืองต้องทำตามหรือร่วมมือกันหากิน ส่วนทหารก็คือกลุ่มพลังที่ใช้อาวุธได้ตามกฎหมาย มักจะใช้อำนาจนี้ผ่านกระบวนการจัดทำงบประมาณ การใช้งบลับ และนโยบายของรัฐบาล โดยที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง “ไม่อาจปฏิเสธได้”

แบบที่ 3 “เผด็จการที่ทำทีว่าประสานประโยชน์กับทุกฝ่าย” บางครั้งเรียกว่าเผด็จการแบบประนีประนอม

เช่น เผด็จการในช่วงปี 2519-2531 ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 จนถึงตลอดสมัยการปกครองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แม้ว่าจะมาจากการสนับสนุนของสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับวุฒิสภา แต่ว่าเป็นวุฒิสภาที่ทหารแต่งตั้ง ดังนั้นการเมืองไทยจึงอยู่ในภาวะ “พะอืดพะอม” ดีที่ว่ามีหัวหน้ารัฐบาลที่มีบารมีพอ แต่ก็ทำให้ทหารได้รับผลประโยชน์มาก

แบบที่ 4 “เผด็จการที่แสดงตนเป็นผู้รักษาและสร้างระบบ” ทหารคนแรกที่นำเสนอบทบาทนี้ ก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่สุดท้ายก็กลายไปสู่ความเป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ (ในแบบที่ 5) หรือคณะปฏิรูปการปกครองในปี 2519 ก็พยายามสร้างภาพเช่นนั้น รวมถึงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ปี 2534 กระทั่งการรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด ในปี 2549 และ 2557 ทหารก็พยายามนำเสนอบทบาทไปในทางที่ดูดี

แบบที่ 5 “เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จหรือสมบูรณาอัตตาธิปไตย” ผู้เผด็จการคนแรกในรูปแบบนี้ ก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย (ว่ากันว่าต้นแบบน่าจะมาจากนาซีของเยอรมันหรือฟาสซิสต์ของอิตาลี) ที่เข้าไปแทรกแซงกิจการในชีวิตผู้คนทุกเรื่อง ต่อมาก็คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สืบทอดมาในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร กระนั้นเผด็จการแบบนี้ก็ไม่ได้มีอยู่แต่ในหมู่ผู้นำทหารเท่านั้น ผู้นำในระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเช่นบุฟเฟ่ต์คาบิเนตในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ล่าสุดในสมัย “โคตรโกง” ของระบอบทักษิณ ผู้สร้างวัฒนธรรม “โกงแล้วไม่ชั่ว ถ้าโกงเพื่อประชาชน (จริงหรือ?)”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท