
รวมพลังช่วยรัฐบาล
สหภาพยุโรป (อียู) ได้ให้ใบเหลืองกับอุตสาหกรรมประมงของไทย เนื่องจากมีการทำประมงผิดกฎหมาย
สหภาพยุโรป (อียู) ได้ให้ใบเหลืองกับอุตสาหกรรมประมงของไทย เนื่องจากมีการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) มาจะครบ 1 ปี ในเดือน พ.ค.นี้ ตามกำหนดจะมีการทบทวนติดตามว่าไทยได้แก้ไขปัญหานี้อย่างไรบ้าง จะปลดไทยออกจากประเทศที่มีปัญหาไอยูยูถ้าแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้น หรืออาจจะให้ใบแดงไทย เลิกนำเข้าสินค้าประมงจากไทย เพราะไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาก็ได้
เป็นธรรมเนียมในการทำงาน ก่อนที่จะถึงเวลาทบทวนใบเหลือง ทางคณะกรรมาธิการ ประมง สิ่งแวดล้อมทางทะเลของสหภาพยุโรป จะส่งเจ้าหน้าที่มาติดตามดูการปฏิบัติงานของไทย ซึ่งก็ได้มีเจ้าหน้าที่จากอียูเดินทางมาไทยเพื่อดูงานเป็นระยะ แต่เมื่อถึงเวลาจะเจรจากลับได้รับเสียงสะท้อนในทางลบจากอียู ที่ยังไม่พอใจการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยอย่างมาก โดยหัวหน้าคณะเจรจาได้รายงานมาให้รัฐบาลทราบล่วงหน้า จนเป็นเหตุให้มีการโยกย้ายอธิบดีกรมประมงแบบฟ้าผ่า
จนถึงวันนี้โอกาสที่ไทยจะหลุดจากใบเหลืองเป็นไปได้ยาก และหากเจรจาไม่ได้ผลอาจจะแย่ลงไปถึงขั้นได้ใบแดงอีกด้วย ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นจะกลายเป็นปัญหาหนักของรัฐบาล เพราะไทยส่งออกสินค้าประมงไปอียูมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท
ต้องชมเชย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้แก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ติดตามและสอบถามความคืบหน้าตลอดเวลา ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมารัฐบาลได้แก้ไขกฎหมาย กวาดล้างประมงผิดกฎหมาย จนเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวประมงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งศูนย์แก้ไขการทำประมงผิดกฎหมายก็ได้รายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาให้รัฐบาลทราบเป็นระยะ ซึ่งรัฐบาลก็เผยแพร่ความคืบหน้าให้กับทางอียูและสื่อมาโดยตลอด
แต่เสียงสะท้อนจากอียูทำให้เห็นว่า ไม่เชื่อกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ต้องยอมรับว่าอียูมีสายสืบทั้งกลุ่มเอ็นจีโอและสื่อต่างประเทศที่เกาะติดเรื่องนี้จนสำนักข่าวเอพีได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากการนำเสนอข่าวประมงผิดกฎหมายของไทย ก่อนหน้าที่จะมีประเด็นอียูไม่พอใจไทยไม่กี่วัน ระหว่างเรื่องที่ฟัง กับเรื่องที่เห็นตรงกันข้าม
ขณะนี้ยังมีเวลาที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงก่อนว่าเหตุผลที่อียูยกมาตำหนิไทยนั้นเป็นไปตามเหตุตามผลและข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องเปิดใจพิจารณาตัวเองก่อนที่จะกล่าวโทษว่าทางอียูกลั่นแกล้งไทย
น่าดีใจที่ พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ โฆษกศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ยอมรับว่ากรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล (DG Mare) ไม่พอใจที่ไทยทำแคมเปญไอยูยูผ่านสื่อต่างประเทศในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ นำเสนอแต่ด้านดี ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปแล้ว ดังนั้นก็ควรเปลี่ยนรูปแบบจากการสร้างภาพมาเป็นการสร้างความจริงให้ปรากฏว่าไทยแก้ไขปัญหาแล้วอย่างไร
การตำหนิเรื่องไอยูยูนั้น ทำให้เกิดการปฏิรูประบบการประมงไทยใหม่ทั้งหมดให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ถือเป็นเรื่องดีที่มีการดูแลทรัพยากรทางทะเลของชาติให้ใช้กันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการใช้แรงงานทาส การทำธุรกิจโดยไม่สนใจผลกระทบต่อสังคมทำไม่ได้แล้วในโลกปัจจุบันและอนาคต
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของนายกฯ ต่อผู้ประกอบการให้เสียสละบ้าง ที่ระบุว่าการปฏิบัติให้ถูกกฎหมายจะมีทั้งคนได้และคนเสีย คนที่ได้รับผลกระทบก็ต้องยอมรับการเยียวยาจากรัฐ และเปลี่ยนอาชีพไป หากยังฝืนทำผิดกฎหมายต่อไป จะได้รับผลกระทบกันทั้งหมด ผู้ประกอบการทั้งเล็กใหญ่ก็ควรจะผนึกกำลังสนองตอบต่อข้อเรียกร้องนี้ ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด







