
ก้าวสู่ธุรกิจยาง
งานไม้เริ่มซบเซา ประกอบกับผมเองโดนลูกค้าเบี้ยวอยู่บ่อยๆ ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนมาจ่ายให้บรรดาเจ้าหนี้ที่ทวงเช้าทวงเย็น
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
งานไม้เริ่มซบเซา ประกอบกับผมเองโดนลูกค้าเบี้ยวอยู่บ่อยๆ ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนมาจ่ายให้บรรดาเจ้าหนี้ที่ทวงเช้าทวงเย็น ตอนนั้นผมเครียดมาก บ่นกับภรรยาทั้งสองคนและภวัฒน์ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุประมาณ 15-16 ปี ว่า “ถ้าไม่ไหวจริงๆ เห็นทีเราต้องหลบออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่อุตรดิตถ์กันสักพัก”
ผมคิดวางแผนหาทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้า ส่วนที่ต้องไปอยู่อุตรดิตถ์ เพราะพี่สาวของผมทำไร่ยาสูบอยู่ที่นั่น แต่ภวัฒน์ไม่เห็นด้วยที่จะไปอุตรดิตถ์ เพราะที่นั่นไม่มีอาชีพอะไร นอกจากทำไร่ทำนา เขาบอกผมว่า ถ้าจำเป็นต้องย้ายควรไปอยู่แถวลพบุรีดีกว่า เพราะเราสามารถตั้งร้านทำประตูหน้าต่างหรือรับงานไม้อื่นๆ ได้ เพราะมีลูกค้าและคงไม่ต้องแข่งขันมาก อีกทั้งยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ โอกาสที่จะกลับมาหากินในกรุงเทพฯ ก็ทำได้ง่ายกว่า แต่จนแล้วจนรอดผมก็สู้มาได้เรื่อยๆ ไม่ได้หนีอย่างที่คิดไว้
ผมยังมีหนี้ก้อนโตจากการดิ้นรนไปทำธุรกิจนำเข้าส่งออก จึงอยู่เฉยไม่ได้ สภาพของผมเหมือนคนขี่หลังเสือ นั่งอยู่บนหลังนั่นก็ลำบาก แต่ให้กระโดดลงมาก็ตาย ผมเริ่มดิ้นรนมองหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มเติมอีก ช่วงที่กำลังมองหาลู่ทางทำธุรกิจใหม่อยู่นั้น เฮียซู่หรือลุงซู่ตามที่พวกลูกๆ ผมเรียก ได้มาหาผมหลังจากที่หายหน้าไปหลายปี แกบอกว่าแกอยากไถ่โทษในความผิดที่ทำให้ผมต้องเจ๊ง ได้รับความเสียหายจากการทำธุรกิจนำเข้าส่งออก แกแนะนำให้ผมลองทำธุรกิจเกี่ยวกับยาง และยังถามถึงสูตรลับพิเศษสำหรับการผสมยางที่แกเคยมอบไว้ให้ผมเมื่อครั้งเพิ่งเลิกทำธุรกิจนำเข้าส่งออกใหม่ๆ ตอนแรกผมไม่ค่อยสนใจนัก แต่พอได้ฟังแกเล่าว่าเคยทำมาก่อน ทำรายได้ได้ดี มีกำไรเยอะ ที่แกหยุดไปเพราะไม่มีเงินและไม่มีเครดิต
“ซิวซีทำยางสิ คนทำยางรวยกันเยอะ”
“ผมไม่เคยทำ จะทำได้เหรอ ผมกลัวเจ๊งเหมือนอย่างตอนทำธุรกิจนำเข้าส่งออกอีก”
“ไม่เหมือนกันหรอก ที่อั๊วหยุดทำเพราะไม่มีทุน เจ๊งจากธุรกิจนำเข้าส่งออกเหมือนลื้อนั่นแหละ แต่ลื้อยังพอหาเงินมาลงทุนได้ ถ้าลื้อสนใจอั๊วจะช่วยสอนให้”
ว่าแล้วลุงซู่ก็บอกวิธีการทำธุรกิจยางให้ แล้วยังพาไปแนะนำโรงงานยางให้ด้วย ผมเริ่มสนใจ ไปหยิบเอาสูตรผสมยางภาษาจีน 1 แผ่น ที่แกเคยให้มาศึกษาดู แต่ดูแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะเป็นสูตรวิทยาศาสตร์หรือสูตรเคมี ที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ คนที่จะอ่านรู้เรื่องต้องเป็นคนที่เรียนมาทางด้านนี้ ประจวบกับที่ภวัฒน์ ลูกชายคนโตของผมเขามีความสนใจเรื่องเคมีอยู่ ซึ่งตอนนั้นภวัฒน์อยากทำสูตรเครื่องสำอาง ความคิดดังกล่าวทำให้เขามีโอกาสติดต่อกับร้านขายสารเคมีต่างๆ สนุกกับการทดลองทำสินค้าจากตำรา โดยเขามักพูดเสมอว่า ถ้าทำสำเร็จจะได้รวย ครอบครัวของเราจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน หลบๆ ซ่อนๆ อย่างที่เป็นอยู่
การลองผิดลองถูกของเขาทำให้เขาเป็นเด็กวัยรุ่นที่รู้เรื่องสารเคมีเป็นอย่างดี กลายเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยที่เขาเองยังไม่ทันคิด ช่วงนี้เองที่ภวัฒน์ได้มาช่วยดูแลเรื่องสูตรเคมีในการผสมยาง ซึ่งนับเป็นความโชคดีของผมทำให้สามารถเริ่มงานนี้ได้อย่างจริงๆ จังๆ
พูดถึงเรื่องความแตกฉานด้านเคมีและเทคนิคต่างๆ ในการผลิตสินค้าของภวัฒน์ ทำให้ผมนึกถึงช่วงที่ภวัฒน์ยังเป็นเด็กๆ อายุราว 10 กว่าขวบ ผมเห็นเขาสนใจวิทยาศาสตร์มาก มีเงินเหลือจากการขายไอศกรีมก็นำไปซื้อสารเคมี อุปกรณ์ทดลองต่างๆ มา โดยใช้มุมหนึ่งของห้องนอนรวมของลูกๆ เป็นห้องทดลอง มีโต๊ะเก่าๆ ที่มีชั้นวางของ ใช้วางสารเคมี เก็บแมลง หรือแม้แต่หนูก็นำมาทดลองแช่ในขวดแก้ว บางครั้งใช้เวลาทดลองนานหลายๆ ชั่วโมง จนชิวบ๊วยบ่นกับผมว่า
“ไม่รู้ภวัฒน์ทำบ้าๆ บอๆ อะไรอยู่ ไม่กิน ไม่นอน” หรือบางครั้งก็พูดว่า “จ้อสิน จ้อกุ้ย” ซึ่งเป็นสำนวนจีนที่แปลว่า ทำอะไรแปลกๆ ดูไร้สาระเป็นเวลานาน ผมได้แต่ปลอบไปว่า “ช่างเขาเถอะ เขาอาจเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเหมือนเอดิสันก็ได้”
เมื่อพ่อแม่ถามภวัฒน์ เขามักจะพูดทีเล่นทีจริงว่า “กำลังทำตะกั่วให้เป็นทอง” ผมและชิวบ๊วยไม่ค่อยเชื่อ แต่ในใจมีความหวังอยู่บ้าง ประกอบกับดูแล้วไม่มีอะไรอันตรายหรือเสียหาย เขายังขยันเรียนหนังสือ มีความสุขกับการทดลองมาก ก็ปล่อยเขาทดลองไปเรื่อยๆ เผื่อตะกั่วจะกลายเป็นทอง เราจะได้รวยกันสักที
ผมจำการทดลองของภวัฒน์ได้อยู่หลายเรื่อง หลายครั้งที่ภวัฒน์นำเครื่องสำอางหลากหลายอย่างที่เขาทำขึ้นเองมาให้น้องสาว 3 คน (ซึ่งตอนนั้นอายุระหว่าง 12-15 ปี) เป็นหนูทดลอง มีทั้งยาทาเล็บ ลิปสติก หรือแม้กระทั่งอายไลเนอร์ น้องๆ ต่างต้องถูกให้ทดลองใช้
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







