posttoday
นโยบายที่ดี

นโยบายที่ดี

23 เมษายน 2559

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเตรียมจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเตรียมจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซูเปอร์โฮลดิ้ง) กันแล้ว และจะต้องมีการยกเครื่องกฎระเบียบและวิธีการทำงานกันอีกมากมายหลายเรื่อง

แต่ระหว่างที่รอการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานปีนี้ของ 7 รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องฟื้นฟูกิจการ พร้อมให้นำเป้าหมายดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ประเมินผลงาน หรือเคพีไอ ของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กระทรวงต้นสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี กรม กองที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวมีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาตรา 44 ออกมา กำหนดให้ตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไป ต้องโดนประเมินผลงาน หรือมีเคพีไอในการทำงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพร.)  ในฐานะที่ทำเกณฑ์ประเมินผลงาน จะนำเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในเคพีไอของผู้บริหารกระทรวงต่างๆ ในระดับปลัดกระทรวง หรืออธิบดี เพื่อให้กระทรวงต้นสังกัดที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจะได้กระตือรือร้น ทำให้การดำเนินงานต่างๆ รวดเร็วขึ้น

แนวนโยบายดังกล่าว เป็นการวัดผลงานที่เป็นรูปธรรมและยอมรับได้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีทัดเทียมการประเมินผลงานของภาคเอกชน และจะทำให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งผู้กำกับดูแลและผู้ปฏิบัติงานจะถูกประเมินด้วยกันทั้งสองทาง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยุติธรรม

ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงต้นสังกัดของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจะส่งผู้บริหารของกระทรวงมานั่งเป็นคณะกรรมการ เพื่อเป็นหูเป็นตาและร่วมบริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดด้วย ข้าราชการที่ไปนั่งตำแหน่งกรรมการก็ควรจะต้องเอาใจใส่ดูแลงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ไม่ใช่มีชื่อเป็นกรรมการแต่ไม่ได้สนใจงานเท่าที่ควร

แม้ สคร.จะนำร่องกับ 7 รัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องฟื้นฟูกิจการเพราะมีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมมานาน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บริษัท การบินไทย บริษัท ทีโอที  และบริษัท กสท โทรคมนาคม ก็เป็นแนวทางที่ควรจะสนับสนุน ไม่เพียงแต่แค่รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ควรจะให้ดำเนินการกับทุกรัฐวิสาหกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

การประเมินผลงานตามมาตรฐานสากล กำหนดเป้าหมายและติดตามผล จะช่วยให้รัฐวิสาหกิจสามารถคัดเลือกผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารทรัพย์สินของชาติให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ได้ทำแบบเช้าชามเย็นชามเหมือนที่ผ่านมา หรือคัดเลือกพวกพ้องเข้ามาทำงานในรัฐวิสาหกิจ หากไม่สามารถผ่านเกณฑ์ประเมินผลงานได้ ก็ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม

นอกจากนี้ ผลการประเมินยังสามารถนำมาพิจารณาผลตอบแทนของคณะกรรมการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจได้ด้วย หากบริหารไม่ดี ก็ไม่สมควรที่จะได้รับผลตอบแทนสูง หรือจ่ายโบนัสให้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเกณฑ์การประเมินผลมีการนำออกมาใช้จริง จะทำให้เกิดการปรับปรุงการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจคือการเพิ่มประสิทธิภาพ และการบริหารทรัพย์สินของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนไทยและประเทศชาติ ก็ไม่ควรจะมีความเห็นต่างที่จะขัดขวางนโยบายดังกล่าวนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท