
ส่งสัญญาณผิด แก้ปัญหาไม่ถูกจุด
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
ไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาก็ตาม หนีไม่พ้นต้องรับผิดชอบปัญหาปากท้องของประชาชน
รัฐบาลชุดนี้อาจโชคไม่ดี นอกจากถูกชาติมหาอำนาจบอยคอตการค้าการลงทุนแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่เอื้ออำนวยเสียอีก ทำให้เวลานี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่กับการแก้ปัญหาภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังของชาวบ้าน
แม้จะเปลี่ยนตัวรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจมารอบหนึ่งแล้ว แต่สัญญาณเศรษฐกิจก็ยังเลวร้าย หลายปัจจัยภายในรุมขย้ำ สถานการณ์โลกก็กระหน่ำซ้ำเติม การแก้ภาวะฝืดเคืองของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันจึงยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง
ถึงแม้รัฐบาลชุดนี้จะรังเกียจนโยบายประชานิยม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเรื่องคะแนนนิยม ทีมเศรษฐกิจจึงพยายามงัดสารพัดนโยบายออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเรียกความนิยมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
หลายนโยบายก็ดูดี มีเสียงตอบรับ แต่หลายนโยบายก็แป้กไม่เป็นท่า ด้วยกลไกราชการทำให้ติดๆ ขัดๆ ไม่ราบรื่น ส่งผลให้บางปัญหาที่ควรจะเห็นผลกลับยังล่าช้าและไม่บรรลุเป้าหมาย
บางนโยบายรัฐบาลเองก็ส่งสัญญาณผิดๆไม่ถูกที่ถูกเวลา อาทิ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แทนที่จะฉวยโอกาสสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักท่ามกลางความรื่นเริงของเทศกาล แต่ดันไปห่วงเรื่องน้ำแล้งจนเกินเหตุ ส่งผลให้ความคึกคักของเศรษฐกิจในภาพรวมพลอยเงียบเหงาไปด้วย
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งทุกปีจะตีตั๋วเหินฟ้ามาเล่นสงกรานต์บ้านเรากันข้ามวันข้ามคืน ปีนี้เล่นได้สองวันก็ต้องรีบเช็กเอาต์ไปเที่ยวบ้านอื่นเมืองอื่นต่อ แทนที่รายได้จากการท่องที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศในยามนี้พอจะเป็นตัวช่วยพยุง กลายเป็นว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง
“โดยรวมกำลังซื้อของประชาชนช่วงสงกรานต์ในกรุงเทพมหานครค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากประชาชนออกไปจับจ่ายและท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างจังหวัด ขณะที่มาตรการลดหย่อนภาษีของภาครัฐช่วงสงกรานต์กระตุ้นการใช้จ่ายได้ไม่มาก เพราะออกนโยบายช้าเกินไป” สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย สะท้อนภาพ
จากปรากฏการณ์นี้ ดีไม่ดีถ้าไม่นำมาเป็นบทเรียนอย่างจริงจัง มหกรรมสงกรานต์ ซึ่งเป็น “ซิกเนเจอร์” ของบ้านเราอาจจะถูกลบออกจากจุดหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพราะมาเที่ยวเมืองไทยช่วงนี้แล้วไม่คุ้มค่า
ขณะที่การยืดมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวออกไปถึงสิ้นปี เพื่อสร้างแรงจูงใจประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศนำมาลดหย่อนภาษี รวมทั้งสามารถนำใบกำกับภาษีจากการรับประทานอาหารตามร้านมาลดหย่อนก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะภาครัฐออกนโยบายนี้ล่าช้าและกระชั้นชิดจนเกินไป ประชาชนจำนวนหนึ่งได้วางแผนการเดินทางไปล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธจะเข้าร่วมโครงการ เพราะเสียเวลาและอาจได้ไม่คุ้มเสีย
พูดก็พูด ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนให้ประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างไม่บันยะบันยัง จนแม่น้ำสายหลักแห้งขอด ประเด็นการบริหารจัดการน้ำก็เรื่องหนึ่ง การใช้น้ำเล่นสงกรานต์ก็เรื่องหนึ่ง อย่านำมาปะปนกัน เพราะน้ำที่นำมาเล่นสงกรานต์กับน้ำสำหรับการรักษาระบบนิเวศ น้ำทำการเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค มันคนละส่วนกัน
ปัญหาอยู่ที่ว่าสาเหตุที่ทำให้เราต้องเผชิญภัยแล้งซ้ำซากอยู่ในขณะนี้ เพราะรัฐบาลไม่สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ได้ทันเวลา ตั้งแต่รัฐบาลสั่งยุบคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ของรัฐบาลชุดก่อน นับจากนั้นมายุทธศาสตร์การบริหารน้ำทั้งระบบก็ไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย
ขณะที่การกำหนดกฎกติกาและมารยาทการเล่นน้ำก็เป็นอีกประเด็นที่มีนัยสำคัญ นอกจากเป็นสาเหตุให้คนไม่สบอารมณ์อยากจะออกไปร่วมกิจกรรมแล้ว กลายเป็นว่ายอดอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ 7 วันอันตราย กลับพุ่งทุบสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 442 ราย มากกว่าปีที่แล้วถึง 78 ราย บาดเจ็บมากถึง 3,656 ราย
คำถามก็คือเกิดอะไรขึ้นกับการจัดการของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทั้งที่ศูนย์นี้ก็ทำหน้าที่รณรงค์เรื่องการลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลมานานหลายปี ทำไมปีนี้จึงล้มเหลวไม่เป็นท่า
ล้มเหลวเพราะการส่งสัญญาณเชิงนโยบายคลุมเครือ ล้มเหลวเพราะความหยุมหยิมของกฎเกณฑ์ที่นำมาบังคับใช้ เมื่อหลายปัจจัยดูสับสน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนัก รายได้จากการท่องเที่ยวก็หดหายไปจำนวนหนึ่ง สถิติอุบัติเหตุก็ไม่เป็นไปตามเป้า ฯลฯ
ต้นตอของปัญหาทั้งหมดนี้มาจากสาเหตุใดกันแน่ ถึงเวลาต้องสำรวจดู ก่อนที่แนวโน้มของแต่ละปัญหาจะบานปลายไปมากกว่านี้







