posttoday
ลดภาษีเงินได้ ดึงเศรษฐกิจฟื้นยาก

ลดภาษีเงินได้ ดึงเศรษฐกิจฟื้นยาก

21 เมษายน 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การปฏิรูปภาษีเป็นหนึ่งมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ผ่านมามีการออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่การปฏิบัติจริงคาดว่าจะเก็บภาษีมรดกได้น้อยมาก เนื่องจากเศรษฐีมีการถ่ายโอนทรัพย์สิน เพื่อไม่ต้องเสียภาษีมรดก ทำให้การเก็บภาษีมรดกเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเท่านั้น

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีจำนวนมาก เพื่อส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การลงทุนของภาคเอกชนก็ยังไม่ฟื้น โดยการลงทุนภาคเอกชนในปีที่ผ่านมายังขยายตัวติดลบ และปีนี้คาดว่าการขยายตัวการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้น้อย แสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีกระตุ้นการลงทุนที่ออกมาไม่ได้ผลมากนัก ตราบใดที่สภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ชัดเจน ก็เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะควักเงินในกระเป๋าหรือยอมเป็นหนี้ก้อนโตมาเสี่ยงลงทุน

ล่าสุด รัฐบาลได้เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วัตถุประสงค์เพื่อทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีความเหมาะสมเป็นธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้โดยผู้เสียภาษีที่มีเฉพาะเงินได้ประเภทเงินเดือนและหักลดหย่อนส่วนตัวโดยไม่ใช้สิทธิลดหย่อนรายการอื่น จะเริ่มเสียภาษีเมื่อมีเงินได้ 2.6 หมื่นบาท/เดือน จากเดิม 2 หมื่นบาท/เดือน

การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ถือเป็นประโยชน์กับผู้เสียภาษี เพราะมีการเพิ่มหักค่าใช้จ่ายจาก 40% ไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็น 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท นอกจากนี้ยังเพิ่มค่าลดหย่อนจาก 3 หมื่นบาท เป็น 6 หมื่นบาท รวมถึงการหักลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 1.5 หมื่นบาท และจำกัดจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 3 หมื่นบาท โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร

สำหรับการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าจะสูญเงินภาษี 3.2 หมื่นล้านบาท โดยหวังว่าประชาชนที่มีภาระภาษีลดลงนำไปจับจ่ายใช้สอยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศได้รายได้คืนจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ แวต ส่งผลให้การเก็บรายได้รวมของประเทศไม่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีบุคคลธรรมดาไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก แม้ว่าจะมีการเพิ่มค่าลดหย่อน แต่การหักลดหย่อนที่ได้เพิ่มเมื่อเทียบกับใช้จ่ายจริงห่างกันมาก เช่น การหักลดหย่อนบุตรปีละ 3 หมื่นบาท ซึ่งในความเป็นจริงการเลี้ยงดูลูกในแต่ละปีใช้เงินหลักแสนบาท เช่นเดียวกับการหักรายจ่ายได้ปีละ 1 แสนบาท แต่ในสภาพชีวิตจริงการใช้จ่ายพื้นฐานมีจำนวนมากกว่าจำนวนดังกล่าวอยู่มาก

นอกจากนี้ มาตรการลดภาษีกว่าจะมีผลคือปีภาษี 2560 เท่ากับว่าการลดภาษีบุคคลธรรมดาไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้เลย จะช่วยกระตุ้นได้ใน 2560 ที่เริ่มมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายลดลงจากโครงสร้างภาษีใหม่ และในปี 2561 ที่เริ่มมีการยื่นแบบและขอคืนภาษีได้เพิ่มมากขึ้น

ยังไม่รวมกับกรณีการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาครั้งนี้ มีการปรับช่วงรายได้ของผู้มีรายได้สุทธิในช่วง 2-4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีอัตรา 30% และเกิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษี 35% แต่มีการปรับเป็น 2-5 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา 30% และเกิน 5 ล้านบาท ถึงต้องเสียภาษีอัตราสูงสุด 35% การปรับฐานรายได้สุทธิส่วนนี้ทำให้ผู้เสียภาษีมีรายได้สูงประโยชน์และไม่ได้นำเงินดังกล่าวออกมาใช้ทันทีเหมือนกับผู้เสียภาษีผู้มีรายได้น้อย

ดังนั้น การปรับลดภาษีบุคคลธรรมดา จึงไม่สามารถหวังจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ได้ แต่การที่รัฐบาลดันเรื่องนี้ออกมาก่อนล่วงหน้า เพราะต้องการสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจให้มีปัจจัยบวกมาเรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เนื่องจากมีปัจจัยร้ายเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่ธนาคารโลกออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 2.5% และปีหน้าจะขยายตัวได้ 2.6% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยทำท่าอ่อนแรงอีกหลายปี

เมื่อการลดภาษีที่ผ่านมา ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้การปฏิรูปภาษีของประเทศมีปัญหาไปด้วย เพราะการปฏิรูปภาษีตามแผนของกระทรวงการคลังยังมีอีก 2 เรื่องที่ต้องดำเนินการ อันดับแรกคือการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าได้เซ็นเห็นชอบเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว รอแค่เลขา ครม. บรรจุวาระเท่านั้น

หากพิจารณาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศ เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเรื่องที่ถูกผลักดัน แต่มาถึงวันนี้ยังไม่คืบหน้า เพราะการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกระทบกับประชาชนที่มีบ้านอยู่อาศัยต้องมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น และคนรวยที่ดินต้องเสียภาษีมากขึ้น ทำให้รัฐบาลดึงการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้นานที่สุด เพราะที่ผ่านมาถูกต้านจากสังคม โดยเฉพาะเศรษฐีรวยที่ดิน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีแวตที่ปัจจุบันลดจาก 10% เป็น 7% จนถึง 30 ก.ย. 2559 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังต้องการปรับขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ เพราะจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนล้านบาท แต่สภาพเศรษฐกิจที่ไม่อ่อนแอขยายตัวได้น้อย ทำให้รัฐบาลไม่กล้าปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้รัฐบาลยังต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้นจากการกู้เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุล เพื่อให้ประเทศมีเงินพอใช้จ่าย

การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลที่ผ่านมาทั้งหมด นอกจากยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่ตั้งเป้าไว้แล้ว ยังทำให้การปฏิรูปภาษีในส่วนที่เหลือของประเทศสะดุด ซึ่งทำให้ประเทศเสียโอกาสครั้งใหญ่ ทั้งการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหากรัฐบาลนี้ไม่สามารถทำได้สำเร็จ รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งไม่มีทางเสี่ยงทำเรื่องนี้ให้เสียคะแนนเสียง

เช่นเดียวกับการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม หากรัฐบาลนี้ไม่กล้าปรับเพิ่ม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีทางปรับขึ้นเพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชนทั้งประเทศมีภาระเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นแนวทางที่สร้างความเข้มแข็งฐานะการเงินการคลังของประเทศก็ตาม

ดังนั้น การปฏิรูปภาษีของประเทศจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องยกเครื่อง ต้องทำให้การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศกระตุ้นหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจได้จริง และเป็นรากฐานการเงินการคลังที่เข้มแข็งของประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท