
นปช.จี้กกต.ให้กลุ่มเห็นต่างร่างรธน.มีโอกาสเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ
กลุ่มนปช.ยื่นหนังสือต่อ กกต. เรียกร้องให้กลุ่มเห็นต่างมีโอกาสนำเสนอข้อมูลต่อประชาชน "จตุพร"ปัดอยู่เบื้องหลังนักศึกษา-ลูกวัฒนาเคลื่อนไหว
กลุ่มนปช.ยื่นหนังสือต่อ กกต. เรียกร้องให้กลุ่มเห็นต่างมีโอกาสนำเสนอข้อมูลต่อประชาชน "จตุพร"ปัดอยู่เบื้องหลังนักศึกษา-ลูกวัฒนาเคลื่อนไหว
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายเมธา ศิลาพันธ์ รองเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการมีส่วนร่วม เพื่อเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการจัดประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี และขอให้ฝ่ายที่เห็นต่างกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลต่อประชาชน
นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้หากใครไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เท่ากับจะมีปัญหากับรัฐ ทั้งที่การทำประชามติเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สามารถแสดงความเห็นได้ อีกทั้ง เห็นว่าการทำหน้าที่ของกกต. ในการทำประชามตินั้นย่อมมีอำนาจมากกว่ารัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบด้านนี้โดยตรง ถ้ากกต.จัดประชามติด้วยความสุจริตโปร่งใส ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ขอน้อมรับ
นายจตุพรกล่าวอีกว่า นปช.ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา รวมทั้งไม่เกี่ยวข้อกับการเคลื่อนไหวของบุตรสาวนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย
"พวกเราไม่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังบอกให้แกนนำยืนอยู่ให้ห่างกลุ่มนักศึกษาเพราะเกรงจะไปทำลายความน่าเชื่อถือของกลุ่มนักศึกษา"นายจตุพรกล่าว
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ยืนยันจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แม้ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ ก็ยังจะแสดงความคิดเห็นต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าถ้าบ้านเมืองคุยอย่างสันติแม้จะเห็นต่างกันใก็สามารถเดินไปด้วยกันได้ อยากให้ผู้มีอำนาจรับทราบประเด็นนี้และกรุณาทำความเข้าใจ ไม่ใช่การท้าทาย หรือประกาศเผชิญหน้า แต่ต้องการประกาศว่าประชาชนมีความเห็นอย่างไร หวังว่าจะมีพื้นที่ในหัวใจของผู้มีอำนาจให้ประชาชนที่เห็นต่างได้มีที่ยืนบ้าง
ด้าน นายเมธา กล่าวว่ากกต. มีการประชุมพิจารณาเรื่องสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ในการรณรงค์ประชามติไปบ้างแล้ว เป็นการยึด 5 ลักษณะต้องห้ามที่ทำแล้วเป็นความผิดตามมาตรา 62 ของร่างพ.ร.บ.ประชามติ คือ ปลุกระดม กระทำความรุนแรง ก้าวร้าว ข่มขู่ และบิดเบือนอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องรอร่างพ.ร.บ.ประชามติมีผลบังคับใช้ก่อน รวมถึงเรื่องการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น ซึ่งกกต.จะมีการประชุมกันในวันที่ 26 เม.ย.นี้คงจะมีการหารือกัน
อย่างไรก็ตามนายจตุพร แย้งว่า ลักษณะต้องห้ามเช่นนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรมและครอบจักรวาล อะไรคือตัวชี้วัดมาตรฐานความรุนแรงหรือความก้าวร้าว กกต.ต้องระบุให้ชัด เช่น ลักษณะการพูดแบบนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นมาตรฐานให้ปฏิบัติตามได้หรือไม่ ที่ผ่านมาตนยังไม่เคยเห็นใครเขียนกฎหมายที่ไม่มีความชัดเจนเช่นนี้มาก่อน กลายเป็นว่าแต่ละฝ่ายกลับอธิบายเนื้อหากฎหมายที่ไม่เหมือนกัน







