
กรรมของไทย
....ภุมรัตน์ ทักษาติพงศ์
การที่คณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาเสนอออกไปอีก 1 ปี โดยจะเข้าสู่การพิจารณาในครั้งหน้าที่บาห์เรน ทำให้ไทยมีเวลาหายใจอีก 1 ปี ในการแก้เกม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่ง หรือเป็นเพียงหนังแผ่นหน้าโรงเท่านั้น คนไทยต้องดูหนังม้วนซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสโกงไทยอย่างหน้าด้านๆ และช่วยเหลือเขมรจนชนะในศาลโลกที่ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร จนมาถึงฮุนเซนเสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและเสนอแผนบริหารจัดการ
แต่เรื่องจะยังไม่จบตราบใดที่ฮุนเซนยังเป็นผู้นำเขมร ดังนั้นไม่ว่าคณะกรรมการมรดกโลกมีมติออกมาว่าอย่างไรในปีหน้า เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ
ที่ว่ายังไม่จบเพราะอะไร ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของเขมรและยุทธศาสตร์ของฮุนเซน เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าฮุนเซนเป็น
“เด็กปั้น” หรือ “เด็กในคาถา” ของเวียดนามในการขึ้นสู่อำนาจและการคงอยู่ในอำนาจ ดังนั้นฮุนเซนจึงต้อง “จงรักภักดี” ต่อเวียดนาม กัมพูชามีปัญหาเขตแดนด้านตะวันออกที่ติดต่อกับเวียดนาม และเขตแดนด้านตะวันตกที่ติดต่อกับไทยประวัติศาสตร์เขมรได้เขียนให้ไทยเป็น
“ผู้ร้าย” ตลอดมา (เหมือนกับประวัติศาสตร์ไทยที่เขียนให้พม่าเป็นผู้ร้าย) ฮุนเซนได้ใช้ปัญหาชายแดนด้านตะวันตกติดกับไทยสร้างความรู้สึกรักชาติในหมู่ชาวเขมร และกลบเกลื่อนหรือเบนความสนใจของคนเขมรจากกรณีเวียดนามเข้ามายึดครองชายแดนเขมรแทน จุดที่จะหยิบมากระตุ้นความรู้สึกของคนเขมรคงไม่มีอะไรดีไปกว่าปราสาทพระวิหาร ดังเช่นที่เจ้าสีหนุเคยใช้เล่นมาแล้ว ดังนั้นปราสาทพระวิหารจึงอยู่ในลำดับต้นๆ ที่ฮุนเซนหยิบมาเล่น และเล็งปราสาทอื่นๆ ตลอดชายแดนไว้เป็นตัวสำรอง สุดท้ายคือเล็งไปที่อ่าวไทย อย่างไรเสียฮุนเซนก็ต้องหาเรื่องด้านชายแดนไทยตลอดไปเขมรได้เตรียมการเรื่องปราสาทพระวิหารมานานนับสิบๆ ปี เพราะฮุนเซนอยู่ในอำนาจติดต่อกัน 20 ปีกว่า เขาจึงบริหารนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยนั้นไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐบาลไทยแต่ละชุดมีอายุไม่ยาว รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งอยู่นานที่สุดต้องแก้ปัญหาภัยคุกคามเฉพาะหน้าจาก พคท. เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะสั้นๆ เขาสนใจเขมรในแง่ของเศรษฐกิจและการค้า ภายใต้นโยบาย
“เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลถึง 5 ปี ก็เน้นเรื่องเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยมีโครงการลงทุนสร้างถนน สร้างกาสิโน กระเช้าลอยฟ้าขึ้นปราสาทจากด้านเขมรปัญหามรดกโลกที่เกิดขึ้นเริ่มจากมีคนไทยใจเขมรแอบไปกระทำการอย่างลุกลี้ลุกลน รวบรัด เร่งรีบ ปกปิด ยอมให้เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาครั้งใหม่ที่เราต้องมานั่งปวดหัวกันอยู่ในวันนี้และในอนาคต
ไทยไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้กับเขมรมาก่อน ไม่เคยใช้ความเจ็บปวดเป็นบทเรียน จนทำท่าว่าไทยจะเสียเปรียบอีกครั้ง ดังนั้นคนไทยต้องรับ
“กรรม” ต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อกรณีปราสาทพระวิหาร เพราะไม่เคยมีแผนรับสถานการณ์เหล่านี้อย่างชาญฉลาด สถานการณ์ดู “มืดมัว” จริงๆ จึงนับว่าเป็นกรรมของคนไทยและประเทศไทยไม่ใช่ว่าฮุนเซนเก่งกล้าสามารถด้วยตัวเอง แต่ที่ฮุนเซนกล้า
“ท้าทาย” ไทยได้ถึงขนาดนี้ เพราะมีมหาอำนาจพยายามเข้าหาฮุนเซนเพื่อขอมีส่วนแบ่งในโควตาสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในเขตน่านน้ำกัมพูชา ประเทศเหล่านี้ได้เอาใจโดยขายอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยให้กับกองทัพกัมพูชา จนกองทัพกัมพูชาแข็งแกร่งกว่าที่ไทยคาดสิ่งที่อยากจะเรียกร้องในที่นี้ คือ (1) ขอให้คนไทยไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใด พรรคฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ใส่เสื้อสีใด รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวสนับสนุนท่าทีของรัฐบาลในการต่อสู้กับเขมรเพื่อรักษาดินแดนไทยไว้ไม่ให้เสียไปอีกแม้แต่ตารางนิ้วเดียว
(2) ผู้นำไทยทั้งด้านการเมือง การทหารสื่อมวลชน ต้องไม่ใช้คำว่า
“พื้นที่ทับซ้อน” เพราะไม่มีการทับซ้อนของอธิปไตย ถ้าไม่เป็นของเขาก็เป็นของเรา ถ้าไม่เป็นของเราก็เป็นของเขา พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทย 100% หากบอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนก็คล้ายกับเราลดสิ่งที่เป็นของเราเหลือเพียง 50% และเชิญให้เขมรเข้ามา 50% ซึ่งไม่ถูกต้องแน่นอน เพราะฉะนั้นคนไทยต้องยืนยันว่านอกจากตัวปราสาทพระวิหาร พื้นที่ที่เหลือเป็นของไทย(3) ทหารซึ่งชอบพูดว่าไม่อยากทำอะไรเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน คราวนี้ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นเขมรที่กำลังคิดจะเอาดินแดนไทยไป ทหารซึ่งเป็นรั้วของชาติต้องป้องกันไม่ให้ไทยเสียดินแดนอีกแม้ตารางนิ้วเดียว เราเองก็ไม่ต้องการดินแดนของเขมรแม้แต่ตารางนิ้วเดียว สิ่งที่ต้องทำเฉพาะหน้า คือ กดดันหรือผลักดันให้ชุมชนเขมรที่มาตั้งบ้านเรือน วัด บนเขาในดินแดนของไทยออกไปให้ได้ และ (4) คนไทยทุกฝ่ายล้วนแต่มีเจตนาดีในการปกป้องดินแดนแม้มีความเห็นต่าง ต้องหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล เพื่อให้การต่อสู้เป็นเอกภาพและรอบคอบมากขึ้น รัฐบาลต้องเดินเคียงคู่กับภาคประชาชน
เดิมพันครั้งนี้สูงมาก เป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็น
“ผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติ”จุดยืนของไทยคือ ถ้าจะให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก็ต้องเป็นมรดกโลกร่วมกัน มีแผนบริหารพื้นที่ร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันโดยเขมรอย่ามาแตะต้องดินแดนส่วนอื่นของไทย ในขณะที่ไทยจะไม่แตะต้องตัวปราสาทพระวิหาร ยกเว้นว่าไทยมีข้อมูลใหม่ที่เราสงวนสิทธิไว้แล้วเท่านั้น






