
ต้องคุมราคาสินค้า
การออกมาเรียกร้องของผู้นำแรงงาน ขอให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 360 บาท ด้วยเหตุผลต่างๆ ในมุมของลูกจ้าง ถือเป็นเรื่องปกติและวาระประจำปีของผู้ใช้แรงงานที่จะใช้โอกาสเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่การออกมาเสนอให้รัฐบาลและคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 5-7% หรืออยู่ที่อัตรา 310-315 บาท/วัน หลังจากที่ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรงมา 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยการพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต้องพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นประเด็นที่ไม่ปกติ
การออกมาเรียกร้องของผู้นำแรงงาน ขอให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 360 บาท ด้วยเหตุผลต่างๆ ในมุมของลูกจ้าง ถือเป็นเรื่องปกติและวาระประจำปีของผู้ใช้แรงงานที่จะใช้โอกาสเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่การออกมาเสนอให้รัฐบาลและคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตรา 5-7% หรืออยู่ที่อัตรา 310-315 บาท/วัน หลังจากที่ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรงมา 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยการพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต้องพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นประเด็นที่ไม่ปกติ
ย้อนกลับไปดูนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าทำให้ต้นทุนรายจ่ายของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากสูงขึ้นมาก เช่น กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมการค้าและบริการ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 1 จากกรณีปกติ และอาจจะลดความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนเชิงเปรียบเทียบที่สูงขึ้นของไทย ทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้น ขณะที่ภาระด้านต้นทุนค่าแรงงานของนายจ้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาท/วัน ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมลดลงมาก และเคลื่อนย้ายไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้น
ที่สำคัญภาคส่งออกของไทยซึ่งมีมูลค่ากว่าร้อยละ 62-65 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยลดลง และจะเป็นปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว และจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นลูกโซ่ทั้งแผง เนื่องจากสินค้ากว่าจะมาถึงผู้บริโภคได้ต้องผ่านห่วงโซ่อุปทานประมาณ 10 อุตสาหกรรม แต่ละช่วงต้องมีการผลักภาระค่าจ้างบางส่วนใส่เข้าไปในตัวสินค้า ทำให้สินค้าเมื่อถึงมือผู้บริโภคมีราคาสูงขึ้น เป็นต้นทุนของภาคการผลิต ซึ่งผู้บริโภคจะเป็นผู้รับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
คำถามก็คือว่า วันนี้หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามข้อเสนอของผู้นำแรงงานและศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะไม่ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เคยกลัวกันมาในอดีตแล้วหรือ ที่สำคัญก็คือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลักต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเองตกอยู่ในสภาวะถดถอย สถานการณ์แบบนี้เหมาะแล้วหรือที่จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำผลที่จะได้ก็คือการเพิ่มกำลังซื้อของลูกจ้าง ขณะเดียวกันก็จะเป็นภาระให้กับนายจ้าง อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทั้งผู้นำแรงงานและศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจหยิบยกขึ้นมาก็คือ ปัญหาราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่าสินค้าที่ประชาชนบอกว่ามีราคาสูงขึ้น ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลา อาหารทะเล ผลไม้ อาหารจานเดียว/อาหารตามสั่ง ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ปัจจัยทางการเกษตร ปุ๋ย อาหารสัตว์ เคมีกำจัดศัตรูพืช รวมถึงค่าเทอมและค่ากวดวิชา แต่จากผลสำรวจกลับปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้หน่วยงานของรัฐควบคุมดูแลสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยุติธรรม มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ้าง
ปัญหาใหญ่สุดของประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้แรงงานในเวลานี้คือ เรื่องราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาอาหาร ดังนั้นสิ่งที่ควรเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ การควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสมอย่างจริงจังมากกว่าที่จะเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รัฐบาลที่ดีจะต้องไม่ปล่อยให้มีการค้ากำไรเกินควร พอกพูนความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เพิ่มมากขึ้นเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน







