
แม่ลูกผูกพันธ์ด้วยนมแม่เดลิเวอร์รี่ ถึงตัวห่างไกลแต่ใจยังส่งถึงกัน
วิทยา ปะระมะ
วิทยา ปะระมะ
“อุ่นใดใดโลกนี้ไม่มีเทียบเทียม อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตะกอง…ควรคิดพินิจให้ดีค่าน้ำนมแม่นี้จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋าลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน”
ใกล้วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาเข้ามาทุกขณะ แน่นอนว่าเสียงเพลงอิ่มอุ่นและเพลงค่าน้ำนมกำลังจะดังกระหึ่มในทุกแห่งหนเพื่อเทิดทูนพระคุณแม่ผู้เลี้ยงดูลูกน้อยและเรียกร้องใครอีกหลายๆคนให้กลับมาใส่ใจผู้ที่มีพระคุณที่สุดของตัวเอง
คำว่าน้ำนมนี้ นอกเหนือจากเป็นสัญญะแทนบุญคุณและความผูกพันธ์ของแม่กับลูกแล้ว ในเชิงวิทยาศาสตร์น้ำนมแม่ก็ยังมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนสมบูรณ์เหนือกว่านมผสม และองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนครบ 6 เดือนโดยไม่ต้องให้ลูกทานอย่างอื่นเลยก็ได้
สารพัดประโยชน์จากนมแม่
นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่าในนมแม้นั้นมีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด มีคาโบไฮเดรตที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นประสาทในสมอง ขณะที่นมผสมนั้นมีอาหารประมาณ 100 ชนิดเท่านั้น
นอกจากนี้แล้วน้ำนมในช่วง 2-3 วันแรกก็ยังมีภูมิคุ้มกัน เมื่อลูกได้ทานนมแม่ก็เท่ากับว่าได้รับภูมิต้านทานโรคจากแม่ตามไปด้วยและช่วยลดอัตราการป่วยของเด็กได้ 10 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมแม่จนครบ 6 เดือน
“ที่สำคัญพบว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ครบ 6 เดือนจะมี IQ มากกว่าเด็กที่ทานนมผสมประมาณ 10-15 จุด ซึ่งปกติคนทั่วไปจะมีค่าเฉลี่ย IQ อยู่ที่ 90 แต่สำหรับเด็กที่ดื่มนมแม่จะมีค่าเฉลี่ย IQ อยู่ที่ 100-105 จุด”
นอกจากนี้การดื่มนมแม่ยังช่วยทำให้เกิดการสัมผัส โอบกอด พูดคุยระหว่างแม่กับลูก สิ่งเหล่านี้กระตุ้นสมองเด็กช่วยให้มีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการสัมผัสจากแม่เช่นกัน
คุณแม่ไทยให้นมต่ำติดอันดับโลก
อย่างไรก็ตามแม้น้ำนมแม่จะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว อัตราการให้นมแม่จนครบ 6 เดือนถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
โดยจากการจัดอันดับขององค์การอนามัยโลกในปี 2548 พบว่าประเทศไทยมีอัตราการให้นมแม่เพียง 5.6% เท่านั้น ถือเป็นอันดับ 3 จากท้ายจากประเทศที่ทำการสำรวจทั้งหมดกว่าร้อยประเทศ
“ส่วนตัวเลขในปี 2553 อัตราการให้นมแม่ของไทยเพิ่มขึ้นมาเป็น 25% แม้จะสูงขึ้นจากปี 2548 แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราก็ยังน้อยกว่าเขาอยู่ดี อย่างเวียดนาม ลาว กัมพูชามีอัตราการให้นมแม่ครบ 6 เดือนอยู่ที่ประมาณ 40-60% เลยทีเดียว”
ซึ่งสาเหตุที่ตัวเลขยังอยู่ในระดับต่ำนั้น นพ.สมยศมองว่าเป็นเพราะคุณแม่ยุคใหม่มีแรงบีบทางเศรษฐกิจรัดตัว ต้องออกไปทำงานหาเงิน ทำให้มีเวลาเลี้ยงลูกน้อยต้องให้กินนมผสมแทน รวมถึงบางคนไม่มีคนดูแลลูกจนต้องส่งให้เครือญาติในต่างจังหวัดเป็นคนดูแลแทน
ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นจึงต้องมีการรณรงค์ให้มีมุมนมแม่ในสถานที่ทำงานเพื่อให้แม่ได้เก็บน้ำนมไว้ให้ลูกทานในภายหลัง
แนะเก็บน้ำนมใส่ถุงเวลาทำงาน
พญ.กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์ อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำคุณแม่ที่ต้องทำงานว่าควรให้ลูกดื่มนมให้เต็มที่ในเวลากลางคืน ส่วนเวลาทำงานก็ควรบีบน้ำนมเก็บใส่ถุง 2-3 ชั่วโมง/ครั้ง ซึ่งหากแช่ในตู้เย็นธรรมดาจะสามารถเก็บนมไว้ได้ประมาณ 3 วัน แต่หากแช่ไว้ในช่องฟรีสจะเก็บได้นานถึง 2 เดือน
“ถ้าให้ลูกดื่มนมแม่ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 4,000 บาท/เดือน โดยประหยัดค่านมผง ค่าอุปกรณ์ต่างๆและค่ารักษาพยาบาลเวลาที่ลูกเจ็บป่วยเพราะเด็กที่ดื่มนมแม่จะป่วยน้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมผสม ขณะเดียวกันลูกก็จะได้มีสายสัมพันธ์กับแม่”
พญ.กรรณิการ์ชี้ว่าการดื่มนมแม่นั้นนอกจากจะดีกับตัวเองแล้วยังดีกับประเทศชาติด้วยเพราะเด็กที่ดื่มนมแม่ ต่อให้เลวก็ยังไม่เลวถึงที่สุด ขณะที่สถานประกอบการก็ควรจัดให้มีมุมนมแม่เพราะเป็นสิทธิโดยพื้นฐานของเด็กที่ควรได้ดื่มนม เวลาเด็กโตขึ้นก็ดีกับประเทศ ลดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพในอนาคต
ขณะที่ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานพบว่าปัจจุบันมีสถานประกอบการทั่วประเทศประมาณ 3 แสนแห่ง แต่มีเข้าร่วมโครงการมุมนมแม่ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบันเพียง 400 แห่งเท่านั้น ขณะที่คุณแม่หลายคนก็ใช้สิทธิลาไม่ครบ 90 วันตามกฏหมายเพราะต้องการกลับมาทำงานให้ได้เงินโดยเร็ว
ดังนั้นการรณรงค์ในช่วงต่อไป กระทรวงวแรงงานจึงจะเจาะตามคลัสเตอร์ เช่นทำข้อตกลงร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆหรือบริษัทที่มีสำนักงานหลายสาขา เพื่อให้เป็นนโยบายจากสำนักงานใหญ่ที่ทุกสาขาต้องปฏิบัติตาม และระยะยาวจะออกเป็นกฏหมายบังคับใช้กับทุกสถานประกอบการด้วย
นมแม่เดลิเวอร์รี่ ตัวอยู่ไกลใจยังส่งถึงกัน
ส่วนบรรดาแม่ที่เลือกส่งลูกไปให้ญาติในต่างจังหวัดดูแลนั้นก็ยังมีทางเลือกให้ลูกได้ดื่มนมแม่เช่นกันโดยการแพ็คน้ำนมใส่กล่องส่งทางรถทัวร์ไปต่างจังหวัด จากนั้นก็ให้ญาติมารับน้ำนมเพื่อเตรียมให้ลูกดื่มกินต่อไป
“ศิริพร เวชประสิทธิ์” พยาบาลของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ คุณแม่ของน้องกวางตุ้งเป็นคนหนึ่งที่ใช้วิธีนมแม่เดลิเวอร์รี่เช่นนี้ โดยหลังจากที่ใช้สิทธิลาคลอดตามกฏหมายจนครบแล้วเธอและสามีก็ต้องกลับมาทำงานและส่งลูกไปให้ตา-ยายที่จังหวัดลำปางเป็นคนดูแลแทน
“ใจจริงก็อยากให้นมแม่จนครบ 6 เดือนเพราะเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อลูก พอคลอดลูกเข้าเดือนที่ 4 ก็ส่งลูกไปอยู่ลำปางแล้วก็เก็บน้ำนมใส่ถุงส่งไปทางรถทัวร์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง”
วิธีการส่งน้ำนมก็ง่ายๆไม่ซับซ้อน อันดับแรกก็ต้องเก็บน้ำนมใส่ถุงแช่เย็นไว้ก่อน เมื่อมีปริมาณมากพอก็แพ็คใส่กล่องโฟม โดยใส่น้ำแข็งไว้ใต้สุดก่อนแล้วโรยเกลือเพื่อให้น้ำแข็งจับตัวเป็นแผ่น จากนั้นใส่แผ่นกันกระแทกแล้วจึงค่อยเรียงถุงนมในแนวนอนเพื่อให้มีพื้นที่เก็บนมให้มากที่สุด
จากนั้นโรยน้ำแข็งกลบแล้วโรยเกลือซ้ำอีกรอบก่อนปิดกล่องนำไปส่งทางรถทัวร์ ศิริพรแนะนำว่าควรแพ็คถุงน้ำนมล่วงหน้าก่อนส่งรถทัวร์ประมาณครึ่งชั่วโมง และเมื่อส่งไปถึงปลายทางแล้วก็ควรให้ญาติมารับแล้วนำไปเข้าตู้เย็นทันที
“เวลาส่งไปลำปางก็ใช้เวลา 8 ชั่วโมง พอไปถึงน้ำแข็งก็จะยังแข็งตัวอยู่ เวลาจะเตรียมนมให้ลูกทานก็เอาออกจากช่องฟรีสมาใส่ในช่องเย็นธรรมดาจนละลายเป็นน้ำก็เอาไปให้ลูกทานได้ หรือหากรีบหน่อยก็เอาถุงน้ำนมไปแช่น้ำอุ่นแต่ไม่แนะนำให้เอาเข้าไมโครเวฟเพราะจะทำลายสารอาหารหมด”
ศิริพรกล่าวว่าวิธีการส่งน้ำนมแบบนี้เพิ่งเป็นที่แพร่หลายกันในปีนี้เอง โดยช่วงแรกก็ทดลองทำในหมู่พยาบาลกันเองก่อน เมื่อเห็นว่าได้ผลดีก็จะแนะนำให้คุณแม่ที่คลอดกับโรงพยาบาลไปทำด้วย และแม้ช่วงแรกอาจจะดูลำบากแต่อย่าคิดว่ายุ่งยากหรือให้กินนมผสม ถ้าคุณแม่ตั้งใจทำจริงๆก็สามารถทำได้
…เพราะนมแม่มีประโยชน์จริงๆนะ...







