
เส้นทางประชาธิปไตย บนทางเดินที่เหลืออยู่
การออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง อาทิ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รวมตัวกันในนามเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ร่วมกันอ่านแถลงการณ์โดยระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยทั้งหมดพร้อมใจกันสวมเสื้อยืดสีขาวที่มีสกรีนข้อความบนอกเสื้อว่า “VOTE NO ไม่รับ! กับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองเพราะการออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการกลุ่มนี้ ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับนักวิชาการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น นักวิชาการแดง อีกทั้งนักวิชาการกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ จึงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม ต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
การออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง อาทิ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รวมตัวกันในนามเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ร่วมกันอ่านแถลงการณ์โดยระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยทั้งหมดพร้อมใจกันสวมเสื้อยืดสีขาวที่มีสกรีนข้อความบนอกเสื้อว่า “VOTE NO ไม่รับ! กับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองเพราะการออกมาแสดงความเห็นของนักวิชาการกลุ่มนี้ ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับนักวิชาการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น นักวิชาการแดง อีกทั้งนักวิชาการกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ จึงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคม ต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบชัดเจนว่า ถ้าไม่ผ่านก็ร่างใหม่ แต่ดูจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่แสดงออกมาชัดเจนว่าต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ท่าทีที่ชัดเจนที่สุดก็คือหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการไปแล้วว่าต้องไม่มีการออกมารณรงค์ในลักษณะนี้อีก แปลความก็คือว่า คสช.จะไม่ยอมให้ใครออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองออกมาแสดงอีกต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการกับ วัฒนา เมืองสุข ที่ถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายทหารใน จ.กาญจนบุรี เพราะออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านี้มีการถกเถียงกันว่า การออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทำได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ อุดม รัฐอมฤต ในฐานะโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชี้แจงว่า พ.ร.บ.ประชามติไม่ได้ห้ามคนเห็นต่างแสดงความคิดเห็น แต่อย่าปลุกระดมให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นปัญหาก็คือการออกมาแสดงความคิดเห็นของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ การออกแถลงการณ์ของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นของคนอื่นๆ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สมเกียรติ อ่อนวิมล แสดงความเห็นผ่านสังคมออนไลน์ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ วัฒนา เมืองสุข โพสต์เฟซบุ๊ก จะเข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่ ซึ่งอยู่ที่การตีความคำถามคือใครจะเป็นผู้ตีความ
แต่เมื่อไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ คำตอบที่ได้คือ วันนี้ปล่อยไปก่อนเพราะ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา แต่ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมาก็โดนหมด เพราะเขาห้ามพูดรณรงค์ไม่ใช่หรือ กฎหมายเขาเขียนให้นักวิชาการรณรงค์ได้ แต่ประชาชนรณรงค์ไม่ได้เช่นนั้นหรือไม่ แต่กฎหมายเขียนว่าห้ามรณรงค์รับหรือไม่รับ แค่นี้ทำไม่ได้หรืออย่างไร ไม่เข้าใจภาษาไทยหรือจึงต้องแปลไทยเป็นไทย รณรงค์ให้รับหรือไม่รับก็ไม่ได้ทั้งนั้น เมื่อ พ.ร.บ.ประชามติฯ ออกมาจะมีบทลงโทษถึง 10 ปี ถ้าไม่กลัวก็ตามใจ กฎหมายออกมาเมื่อไหร่ก็จะโดนเมื่อนั้น จะฟ้องศาลกันหมด พวกนักวิจารณ์ กฎหมายคือกฎหมาย ถ้าบอกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่เป็นธรรมทั้งหมด หรือรัฐบาลนี้เข้ามากฎหมายจึงไม่เป็นธรรมทั้งหมด รัฐบาลทำสิ่งดีๆ ตั้งมากมาย แต่บางเรื่องอยากขอ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย แต่ก็ให้ไม่ได้อีก แล้วจะเอาอะไรกัน
ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้มีการออกมารณรงค์ไม่ว่าจะให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตาม ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีแค่การออกมารณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ล่าสุดในสังคมออนไลน์ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวในการรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยสร้างเพจขึ้นมาแล้วให้ประชาชนเข้าไปร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปิดเผย
สรุปว่ามีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คำถามก็คือ 1.หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร 2.หากร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านประชามติ การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นปลายปี 2560 ตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้หรือไม่
คำตอบก็คือ ไม่แตกต่างกัน เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 กรธ.ก็จะต้องไปทำกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี คือประมาณวันที่ 7 ส.ค. 2560 จากนั้นก็จะต้องเตรียมการเลือกตั้งอีกประมาณ 3 เดือน การเลือกตั้งจะมีขึ้นประมาณ พ.ย. 2560
หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.ก็จะต้องดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็จะต้องใช้เวลา 3-4 เดือน ตกราวๆ เดือน พ.ย. 2559 จากนั้นก็จะต้องใช้เวลาในการทำกฎหมายลูกอีก 1 ปี เสร็จราว พ.ย. 2560 ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปก็จะมีขึ้นได้เร็วที่สุด ม.ค. 2561
หากไม่มี “อุบัติเหตุทางการเมือง” เกิดขึ้นกลางทาง ถนนสายประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ประชาชนรอคอยก็จะเป็นไปตามนี้







