
ผู้ผลิตน้ำมันกุมขมับ ศึกงัดข้อซาอุฯVSอิหร่าน
การประชุมที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก)
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การประชุมที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และกลุ่มประเทศนอกโอเปก ล้มเหลวไม่เป็นท่า หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียขอเปลี่ยนเงื่อนไขโดยให้ประเทศโอเปกทุกชาติลงนามด้วย แต่อิหร่านคู่แข่งตัวฉกาจทั้งด้านการเมือง ศาสนา และเศรษฐกิจ ของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกโอเปก กลับไม่เข้าร่วมการประชุม
ดังกล่าวตั้งแต่ทีแรก
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งสำหรับความล้มเหลวในการประชุมที่กรุงโดฮา และยังแสดงให้เห็นว่าซาอุดิอาระเบียต้องการจะ “เอาชนะ” อิหร่านมากกว่าที่จะสนใจราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตรายอื่นต้องปวดหัวกับราคาน้ำมันที่ทำท่าจะกลับไปอยู่ในช่วงขาลงอีกครั้ง หากสงครามน้ำมันระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านยังคงยืดยาวออกไป
ผู้ผลิตรายเล็กกว่าอย่างกาตาร์และรัสเซียที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ พยายามที่จะให้บรรดาผู้ผลิตคงกำลังการผลิตเพื่อรอให้แรงซื้อโลกฟื้นตัว สร้างสมดุลให้แก่ตลาดและราคาน้ำมันกลับมาขึ้นอีกครั้ง โดยนับตั้งแต่กาตาร์ชูไอเดียนี้ในเดือน ก.พ. ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวกลับขึ้นไป 30% ก่อนที่การประชุม ณ กรุงโดฮา จะล้มเหลว และทำให้น้ำมันร่วงแรงมากกว่า 4% ทั้งน้ำมันดิบในสหรัฐและน้ำมันดิบเบรนต์
สำหรับซาอุดิอาระเบีย อิหร่านไม่ได้เป็นแค่สมาชิกโอเปกที่ต้องการจะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นวันละล้านบาร์เรลเท่านั้น แต่ยังเป็นคู่แข่งในด้านการเมืองอีกด้วย โดยซาอุดิอาระเบียอยู่คนละขั้วกับอิหร่านในพื้นที่สงครามกลางเมืองในตะวันออกกลาง เช่น ในเยเมน อิหร่านถือหางข้างกบฏฮูตี นิกายชีอะห์ ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียเข้าข้างรัฐบาลเยเมน นิกายสุหนี่ และเข้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กบฏฮูตี
นอกจากนี้ อิหร่านและซาอุดิอาระเบียยังอยู่กันคนละข้างในสงครามกลางเมืองซีเรียอีกด้วย โดยอิหร่านสนับสนุนประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย ขณะที่ซาอุดิอาระเบียต้องการให้อัสซาดออกจากตำแหน่งไปเสีย
การแข่งขันระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งแม้จะเป็นสมาชิกโอเปกทั้งคู่ ยังลามไปถึงการแข่งกันขายน้ำมัน โดยอิหร่านซึ่งเพิ่งพ้นจากการคว่ำบาตรในต้นปีที่ผ่านมา ต้องการจะฟื้นส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองด้วยการตัดราคาน้ำมันของซาอุดิอาระเบียและลดราคาให้แก่ประเทศในเอเชียตัดหน้าซาอุดิอาระเบีย ในขณะที่จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ซาอุดิอาระเบียต้องการราคาน้ำมันแพงกว่าอิหร่านประมาณ 25 เหรียญสหรัฐ เพื่อที่จะสามารถคงสมดุลงบประมาณประเทศได้
ด้วยการแข่งขันที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องหน้าแปลกที่ซาอุดิอาระเบียจะไม่ยอมคงกำลังการผลิตเอาไว้โดยปราศจากอิหร่าน โดย ปีเตอร์ ลี นักวิเคราะห์น้ำมันจากบีเอ็มไอ รีเสิร์ช ของฟิตช์ องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เปิดเผยว่า สำหรับซาอุดิอาระเบียแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการเมืองภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความล้มเหลวในการเจรจา ณ กรุงโดฮา อาจทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงไปแรงถึง 15%
ผู้ผลิตน้ำมันต่างเผชิญราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากมากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ราว 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้เผชิญกับการขาดทุนอย่างหนัก เช่น ปิโตรบราส รัฐวิสาหกิจของบราซิล ขาดทุนไตรมาสสุดท้ายปี 2015 ถึง 1.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.58 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 39% ขณะที่เชฟรอน ผู้ผลิตรายใหญ่จากสหรัฐ ขาดทุนปี 2015 เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี จนต้องปรับโครงสร้างด้วยการขายสินทรัพย์
ส่วนผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบหนักคงหนีไม่พ้นผู้ผลิตต้นทุนสูงและสายป่านไม่ยาวเท่าอย่างผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (เชลออยล์) ซึ่งกำลังล้มละลายลง เช่น เอเนอร์จี XXI บริษัทน้ำมันและก๊าซของสหรัฐ ซึ่งยื่นฟ้องล้มละลายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่หลายบริษัท เช่น ลินน์ เอเนอร์จี ผิดนัดชำระหนี้ไปเรียบร้อย
แม้การเดินหน้าออกไปของผู้ผลิตต้นทุนสูง จะเป็นชัยชนะของซาอุดิอาระเบียและกลุ่มโอเปก ที่ในที่สุดกลยุทธ์การผลิตน้ำมันเพิ่มเพื่อกดดันผู้ผลิตต้นทุนสูงซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 ก็เริ่มได้ผล โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตของผู้ผลิตนอกโอเปกจะร่วงลงราว 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วง 1 ปี ระหว่างไตรมาส 4 ปี 2015 ถึงไตรมาส 4 ปีนี้ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ก่อนที่คาดไว้จะลงแค่ 4 แสนล้านบาร์เรล/วัน
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ถูกกว่าที่โอเปกและบรรดาผู้ผลิตอยากให้เป็นนี้ ก็กระทบกับประเทศผู้ผลิตเอง โดยจากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ผู้ผลิตเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศระหว่างที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวไปราว 3.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 11 ล้านล้านบาท) โดยซาอุดิอาระเบียใช้ไปทั้งหมด 1.38 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 23% ของทั้งหมด ตามมาด้วยรัสเซีย แอลจีเรีย ลิเบีย และไนจีเรีย
ดังนั้น แม้ซาอุดิอาระเบียจะยังคงยืนยันจะแข่งขันกับอิหร่านในด้านน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกันซาอุดิอาระเบียก็พยายามผันเศรษฐกิจให้ออกจากการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวให้เร็วที่สุด โดย
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดิอาระเบีย เตรียมประกาศแผนการเพื่อเตรียมประเทศเข้าสู่ “ยุคหลังน้ำมัน” ในวันที่ 25 เม.ย.นี้
ในแผนการดังกล่าว ซาอุดิอาระเบียแอบแง้มว่าจะพยายามยกระดับรายได้จากภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันให้ได้ราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 ขณะที่ก่อนหน้านี้ซาอุดิอาระเบียยังเดินหน้านลดการอุดหนุนพลังงาน ประกาศใช้ภาษีขาย และภาษีสำหรับภาคส่วนพลังงานและเครื่องดื่มน้ำตาล เช่นเดียวกับสินค้าฟุ่มเฟือย ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการสร้างงาน และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
การงัดข้อระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านจึงกระทบกับผู้ผลิตรายอื่นที่ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันถูก ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียคงจะไม่ถึงขนาด “เป็นลม” เมื่อการเจรจาล้มเหลวลงอย่างที่ผู้ผลิตรายอื่นรู้สึก เพราะซาอุดิอาระเบียกำลังทำทุกทางเพื่อให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพารายได้จากน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ยั่งยืนในอนาคต







