
คงภาษีแวต รายได้ประเทศมีปัญหา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
รายงานผลการดําเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและการสั่งการของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ&O3246; จันทร&O3246;โอชา นายกรัฐมนตรี ในส่วนกระทรวงการคลัง มีประเด็นสำคัญคือการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินการคลังของประเทศให้มีความเพียงพอ มั่นคง และเป็นธรรมกับทุกคนในประเทศ
กระทรวงการคลัง ระบุว่า แผนการปฏิรูปภาษีได้มีการทบทวนเมื่อปลายปี 2558 เพื่อเพิ่มเติมเรื่องการทำบัญชีเดียว และการดำเนินการระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ไว้ในแผนการปฏิรูปภาษีของประเทศด้วย เพราะเป็นมาตรการที่เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี และลดการรั่วไหลของการเสียภาษีให้มีน้อยลง
สำหรับการปฏิรูปภาษีของประเทศมีหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการในปีนี้ ที่เห็นจะสำคัญที่สุด คือ การปรับขึ้นภาษีมูลค&O3242;าเพิ่ม (แวต) ที่ปัจจุบันได้ลดอัตราการจัดเก็บจาก 10% เป็น 7% ไปจนถึง ก.ย. 2559 โดยกระทรวงการคลัง ระบุว่า อยู่ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาเพื่อให้ฝ่ายนโยบายเห็นชอบ
ขณะที่กรมสรรพากรรายงานความคืบหน้าการพิจารณาเพิ่มภาษีแวตอย่างระมัดระวังว่า อยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงหรือขยายเวลาการลดอัตราภาษีแวตออกไปอีก โดยพยายามเลี่ยงคำว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอัตรา เนื่องจากเป็นประเด็นที่อ่อนไหวกระทบกระเทือนเศรษฐกิจ
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า กระทรวงการคลังมีการพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตลอด เพื่อทำให้ประเทศมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ซึ่งเรื่องนี้ทางธนาคารโลก หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ก็เสนอแนะให้ไทยเพิ่มอัตราภาษีแวตเพื่อเพิ่มรายได้ให้พอกับรายจ่าย ส่งผลให้ประเทศทำงบประมาณแบบสมดุลได้ เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาอ่อนแอ ทำให้ไม่เอื้อต่อการปรับเพิ่มขึ้นภาษีแวต เนื่องจากจะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจมีปัญหามากขึ้น แม้ว่าการปรับเพิ่มอัตราภาษีแวตเป็น 10% จะทำให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นทันที 2 แสนล้านบาท แต่เท่ากับเป็นการดึงเงินในกระเป๋าจากประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ทำให้การบริโภคชะงักสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยในปี 2558 ที่ผ่านมา เครื่องยนต์ขับเคลื่อนมีปัญหา การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวติดลบ การบริโภคขยายตัวได้เล็กน้อย ทำให้รัฐบาลต้องล้มแผนการเพิ่มอัตราภาษีแวต เพื่อรักษาการขยายตัวการใช้จ่ายของครัวเรือนมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมกับเครื่องยนต์การใช้จ่ายของรัฐบาลที่ขยายตัวได้สูงอยู่เพียงตัวเดียว จากมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กและใหญ่
สำหรับการปรับเพิ่มภาษีแวตในปี 2559 เมื่อดูจากภาพรวมเศรษฐกิจ เห็นภาพชัดว่ารัฐบาลหนีไม่พ้นที่จะต้องขยายเวลาการลดภาษีแวตออกไปอย่างน้อยอีก 1 ปี เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปมากเหมือนปีทีผ่านมา เพราะหากดูเศรษฐกิจไทยล่าสุดจากการประเมินของธนาคารโลกล่าสุด ที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.5% และปีหน้าขยายตัวได้ 2.6% จะเห็นว่าเป็นการขยายตัวน้อยกว่าปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.8% แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มภาษีแวตได้
ผู้บริหารกระทรวงการคลังพยายามออกมาส่งสัญญาณแบบไม่เป็นทางการว่า จะมีการเสนอขยายเวลาการลดภาษีแวตออกไปอีกให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวเศรษฐกิจไว้ เนื่องจากการส่งออกขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้
ไม่มาก
กระทรวงการคลังยังส่งสัญญาณว่า การปรับเพิ่มภาษีแวตจะทำได้ คงต้องรอให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน และขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ยิ่งทำให้เห็นว่าการปรับเพิ่มภาษีแวตคงทำไม่ได้ภายใน 1-2 ปีนี้ เพราะหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ประเมินว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยปัจจุบันและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างเก่งปีละ 3-4% เท่านั้น
การขยายเวลาการปรับเพิ่มภาษีแวตออกไป ด้านหนึ่งส่งผลดีกับเศรษฐกิจของไทย เพราะไม่กระทบกับการบริโภคให้ลดลง แต่การรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ต้องจ่ายเงินภาษีที่หายไปจากการไม่ขยายเพิ่มแวตเป็น 10% ปีละ 2 แสนล้านบาท
ดังนั้นการไม่ปรับเพิ่มภาษีแวตจะส่งผลกระทบกับการเก็บรายได้ของประเทศ ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ 16-17% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผลคือรายได้ประเทศไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายจากการลงทุน รัฐบาลจึงต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ส่งผลให้ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศขึ้นไปอยู่ที่ 6 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 44% ของจีดีพี
ที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการขยายเวลาลดภาษีแวต รัฐบาลพยายามอ้างว่า หนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับต่ำ สามารถกู้เพื่อทำงบประมาณขาดดุล หรือกู้มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกมาก เพราะกรอบความยั่งยืนทางการคลังกำหนดการก่อหนี้ของประเทศได้สูงถึง 60% ของจีดีพี
แต่หากพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่า กรอบความยั่งยืนทางการคลังด้านการก่อหนี้ ไม่สัมพันธ์กับการหารายได้ของประเทศ ขณะที่สัดส่วนการก่อหนี้ของประเทศต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สัดส่วนการหารายได้ของประเทศต่อจีดีพียังย่ำอยู่กับที่ ทำให้มีงบมาชำระหนี้เงินกู้ไม่เพียงพอ เห็นได้จากแต่ละปีมีหนี้ที่ครบชำระต้นเงินกู้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลมีเงินจ่ายชำระได้แค่ปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท หรือ 1 ใน 4 ของที่ต้องชำระเท่านั้น ส่วนหนี้อีก 3 ใน 4 ที่ชำระไม่ได้ ต้องขยายเวลาการกู้ออกไป ประเทศต้องรับภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น
ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้พยายามแก้ปัญหาดัวยมาตรการบัญชีเดียว และอี-เพย์เมนต์ เพื่อทำให้การเก็บภาษีไม่รั่วไหล แต่ต้องใช้เวลาดำเนินการอีกหลายปีดำเนินการ และยังไม่มีการศึกษาแน่ชัดว่าจะทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้นเท่าไร
นอกจากนี้ การปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ยังมีการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ที่จะทำให้ภาษีหายไปอีกปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท กระทบรายได้ของประเทศมากขึ้น แต่ด้านการเพิ่มรายได้ของประเทศรัฐบาลกลับกล้าๆ กลัวๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ยังถูกดอง และภาษีแวตที่ยังไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้น ทำการหารายได้ของประเทศยังมีปัญหาเพิ่มมากขึ้นต่อไป







