
2 ทายาทซุปเปอร์ริช
ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรามีบทบาทสำคัญมากๆ ในยุคที่การท่องเที่ยวเบิกบาน การที่คนจากประเทศหนึ่ง
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์ nชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรามีบทบาทสำคัญมากๆ ในยุคที่การท่องเที่ยวเบิกบาน การที่คนจากประเทศหนึ่งจะเดินทางเชื่อมไปอีกประเทศ หนึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินตราตามสกุล ที่ประเทศนั้นๆ ใช้อยู่ เช่นกันกรณีที่คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ก่อนไปทุกครั้งจะต้องแลกเงินก่อนเดินทาง ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) ที่มีโลโก้และสีหน้าร้านเป็นสีเขียว เป็นที่รู้จักทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ มีธุรกรรมการแลกเงินคึกคักที่สุด เพราะขึ้นชื่อกันในเหล่าของนักเดินทางว่าเป็นบริษัทที่ให้อัตราการแลกเงินที่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทแลกเงินอื่นๆ หรือแม้กระทั่งธนาคารพาณิชย์
“ซุปเปอร์ริช” เปิดดำเนินธุรกิจมาจนถึงวันนี้กว่า 50 ปีแล้ว โดยมีผู้ก่อตั้งคือ “อภิชัย สุสมาวัตนะกุล” ซึ่งแรกเริ่มนั้นเขาไม่ได้ทำธุรกิจแลกเงินเลยทีเดียว แต่ทำธุรกิจจิวเวลรี่ แต่ด้วยลูกค้าที่มาซื้อจะเป็นชาวต่างชาติให้เงินสกุลต่างประเทศในการซื้อจิวเวลรี่ และทุกๆ ครั้งเขาจะต้องนำเงินที่ได้ไปแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินบาท เมื่อทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ทำให้ อภิชัย มองเห็นโอกาสและหันมาทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราด้วยการขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา
ถึงตอนนี้ซุปเปอร์ริชมีสาขาที่ให้บริการแล้ว 11 สาขา โดยเมื่อปี 2558 ถือว่าเป็นปีที่มีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นมามากถึง 9 สาขา จะเห็นว่าเป็นสาขาในรูปแบบใหม่ที่เข้าไปอยู่ในศูนย์การค้าดังๆ เช่น เอ็มโพเรียม พารากอน และที่สนามบินภูเก็ต ซึ่งการเติบโตที่พุ่งปรี๊ดของซุปเปอร์ริชนั้น เกิดขึ้นเพราะการเข้ามาบริหารงานอย่างเต็มรูปแบบของบุตรสาว 2 คน ของ อภิชัย คือ ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล (เจน) กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) และสิตามนินท์ สุสมาวัตนะกุล พูนทรัพย์มณี (แพม) กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) 2 สาวนักบริหารรุ่นใหม่นั่นเอง
สิตามนินท์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินตรา คือจะต้องซื่อสัตย์ ตรงไป-ตรงมา จะเสียชื่อไม่ได้ เพราะแค่พลาดเพียงครั้งแรกความน่าเชื่อถือก็จะหมดไป ซึ่งในยุคที่จะต้องเข้าบริหารงานและรับผิดชอบต่อธุรกิจแบบเต็มที่จากคุณพ่อ เรา 2 คนก็ยึดหลักที่คุณพ่อได้ดำเนินการและสั่งสอนมาโดยตลอด ดังนั้น ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา คำไหนคำนั้น จึงอยู่ในสายเลือดของพวกเรา และเป็นธรรมชาติของพวกเรา เพราะได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะในยามที่รับประทานอาหารร่วมกัน คุณพ่อมักจะพูดถึงเสมอในเรื่องนี้
การเข้าสานต่อธุรกิจจากคุณพ่อทุกวันนี้ถือว่าเป็นรูปแบบ เพราะประมาณ 80-90% สามารถตัดสินใจและบริหารจัดการกันเองได้เกือบทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มีบ้างที่เรา 2 คนมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาคุณพ่อ เพราะประสบการณ์การทำธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 50-60 ปีนั้น จะสามารถเป็นแนวและชี้ทางให้ เพราะการทำธุรกิจในยุคคุณพ่อนั้นใช้สติปัญญาล้วนๆเทคโนโลยีไม่มี
สำหรับหน้าที่รับผิดชอบของ สิตามนินท์ คือการพัฒนาธุรกิจ มองภาพรวมของธุรกิจว่าเราจะเติบโตไปทางไหนและอย่างไร เช่น จะขยายสาขาอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นการดูในเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ในการทำธุรกิจในระยะยาว
การทำงานร่วมกันของ 2 พี่น้อง ยอมรับว่าบางครั้งก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะเรามีเป้าหมายร่วมกันอยู่คือ การทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตนั่นเอง วิธีการการเดินไปข้างหน้าอาจจะแตกต่างกัน แต่การเติบโตของธุรกิจยังคงอยู่ นั่นคือเป้าหมายร่วมที่สำคัญ
“จริงๆ ได้เข้ามาเรียนรู้และทำธุรกิจของซุปเปอร์ริชในทุกๆ แผนก จนสุดท้ายก้าวขึ้นมาเป็นระดับผู้บริหาร แม้ตัวเองไม่ได้จบตรงมาในสายการเงิน แต่ด้วยความคุ้นเคยและเห็นคุณพ่อทำมาตั้งแต่เด็ก มันเหมือนอยู่ในสายเลือด ไม่มีความกังวลอะไร เพียงแค่การทำธุรกิจจะต้องอยู่กับข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา จะต้องทันโลก ทันการเปลี่ยนแปลง จะต้องวิเคราะห์และมองให้ขาดว่า เมื่อเกิดเหตุปัจจัยแบบนี้จะกระทบกับค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไรบ้าง ซึ่งสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงถือว่ารวดเร็วมาก ต้องตามให้ทัน เพราะถ้าช้านั้นหมายถึงผลกระทบด้านลบที่จะเกิดขึ้นตามมา”
สิตามนินท์ กล่าวว่า เธอจำได้แม่นมาก ช่วงที่ ธปท.เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ขณะนั้นทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นวันที่ร้านแลกเงินของซุปเปอร์ริชมีการเปลี่ยนแปลงอัตราการแลกเงินของสกุลต่างๆ ถี่มาก ถ้าจำไม่ผิดวันเดียวมีการเปลี่ยนแปลงมากถึง 14 ครั้ง ทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจนี้ เราจะต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จะต้องบริหารเงินในหน้าตักที่มีอยู่ให้ได้ทันท่วงที เพราะหากไม่อย่างนั้นหมายถึงผลกำไร หรือมาร์จิ้นที่จะได้รับก็จะหดหายไป
ทุกวันนี้ซุปเปอร์ริชมีสกุลเงินตราต่างๆ ไว้ให้บริการลูกค้าประมาณ 34 สกุลเงิน
เธอเชื่อว่าการที่ซุปเปอร์ริชได้รับความวางไว้ใจจากลูกค้า เพราะสามารถให้เรตหรืออัตราการแลกเงินกับลูกค้าที่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับร้านอื่นๆ หรือแม้กระทั่งกับสถาบันการเงิน ซึ่งยอมรับว่าในการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ไม่ได้มีอัตรากำไรมากมายอะไร แต่จะเน้นในเรื่องของวอลุ่ม หรือปริมาณลูกค้าที่มาใช้บริการมากกว่า หากลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมากก็จะทำให้รายได้และธุรกิจเติบโตดีขึ้น
“เราให้ความสำคัญมากในเรื่องของการให้บริการกับลูกค้า เพราะเข้าใจดีว่าบางคนที่เข้ามาจะไม่รู้ว่าวิธีการจะต้องทำอย่างไร ดังนั้นเมื่อเดินเข้ามาจะมีพนักงานคอยแนะนำและดำเนินการให้ เพื่อให้เกิดความสะดวกกับการให้บริการ ส่วนพื้นที่ให้บริการก็จะเน้นให้ความสะดวกสบาย ลูกค้ายืนรอได้ไม่ร้อน คือจะติดเครื่องปรับอากาศเพื่อให้ลูกค้าใจเย็นๆ หากวันไหนที่มีธุรกรรมการแลกเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การท่องเที่ยวไปญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นที่นิยมของคนไทย ยอมรับว่าที่ร้านจะคึกคักมากกว่าภาวะปกติ”
สิตามนินท์ กล่าวว่า ซุปเปอร์ริชในยุคที่เธอเข้ามาบริหารจัดการเต็มรูปแบบนั้น จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจด้วย ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป สมาร์ทโฟนและโลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลง โดยล่าสุดซุปเปอร์ริชได้ทำแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการแลกเงินซึ่งลูกค้าสามารถที่จะดูอัตราแลกเปลี่ยนได้ทุกสกุลผ่านแอพ และหากสนใจก็สามารถไปใช้บริการแลกเงินของร้านซุปเปอร์ริชได้ทุกสาขาที่มีอยู่ เพราะไม่ว่าจะแลกเงินที่สาขาไหนก็จะได้เรตเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะสาขาเอ็มโพเรียม พารากอน เซ็นทรัลพระราม 9 หรือแม้แต่ที่สนามบินที่บริษัทได้ไปเปิดบูธไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวด้วย และจะขยายพื้นที่ในการให้บริการ คาดว่าภายในปีนี้จะเปิดสาขาให้ได้ครบ 20 สาขา
อนาคต 3-5 ปีข้างหน้า เราจะต้องเติบใหญ่ขึ้นไปอีกจากผลของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
ขณะที่ ธณัทร์ษริน ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องของการบริหารงานด้าน HR การดูแลเรื่องคน เมื่อแพมต้องการเปิดสาขา ก็จะต้องให้ ธณัทร์ษริน ซึ่งเป็นพี่สาวดูในเรื่องของกำลังคนว่าหากจะขยายสาขาคนเพียงพอรองรับไหม และจะเป็นอย่างไร ซึ่งในแต่ละสาขาจะใช้พนักงานประมาณ 3-6 คน ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของสาขา และเพื่อต้องการให้พนักงานของบริษัทดึงความสามารถที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่ เธอก็จะไปเข้าคอร์สอบรมกับโค้ชที่เก่งๆ ในเรื่องของการบริหารคน การจัดการ ซึ่งยอมรับว่ามีประโยชน์มาก เพราะทำให้เธอสามารถที่จะบอกและเห็นศักยภาพในตัวของพนักงาน และเพียงแค่สะกิดหรือแนะให้เขาหรือเธอนำออกมาใช้อย่างเต็มที่ ถึงทุกวันนี้พนักงานทุกๆ คนของบริษัทที่มีอยู่กว่า 150 คน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอนาคตธุรกิจเติบโตเธอก็มั่นใจว่าจะสามารถมีบุคลากรที่มีคุณภาพรองรับได้
“เจนทำงานครบ 10 ปี และเพิ่งได้รับทองคำหนัก 1 บาทเป็นสิ่งตอบแทน”
จะเห็นว่า “ซุปเปอร์ริช” วันนี้ที่มีทายาทสาว 2 คน ธณัทร์ษริน และสิตามนินท์ เข้ามาบริหารจัดการ ทั้งคู่ทำงานสอดประสานกันจนทำให้กิจการมั่นคงยิ่งขึ้น







