
ใครๆ ก็ไม่ควรทำ
คําสั่งบรรจุนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา วัย 25 ปี เข้ารับราชการในตำแหน่งรักษาราชการนายทหาร
คําสั่งบรรจุนายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา วัย 25 ปี เข้ารับราชการในตำแหน่งรักษาราชการนายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 และติดยศว่าที่ร้อยตรี ไม่ควรเป็นเรื่องที่นายทหารคนใดก็สามารถทำกันได้จนเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
ประเด็นการแต่งตั้งลูกชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในครั้งนี้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เครือญาติ อย่างโจ่งแจ้ง และไม่ควรเป็นเรื่องให้การสนับสนุนหรือยอมรับสรรเสริญ
การแต่งตั้งนายปฏิพัทธ์เข้ารับราชการทหารยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ไม่แตกต่างจากนักการเมืองดังและผู้มากอิทธิพลในอดีต อาศัยบารมีบิดาบังเกิดเกล้าฝากลูกไปเป็นนายตำรวจ จนเป็นที่รับรู้กันในสังคม
รวมถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกที่มีชื่อสกุลเดียวกับนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวก่อนหน้านี้ แม้จะมีอำนาจแต่งตั้งได้ แต่ก็ไม่สง่างาม ทำให้ในเวลานั้นสังคมทหารกันเองได้วิพากษ์วิจารณ์การบายพาสเก้าอี้ใหญ่ที่น้องยกให้พี่จนกองทัพแทบแตก
หากพี่น้องทหารหาญชั้นประทวนซึ่งมีวุฒิปริญญาบัตรและกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งคำถามขึ้นว่า พวกเขาไม่ได้เกิดมาในตระกูลใหญ่ ไร้เส้นสายในกองทัพ จะขอติดดาวกับเขาบ้างจะได้หรือไม่ ขอโดยไม่รับสิทธิพิเศษใดๆ แต่ขอด้วยการสอบแข่งขันร่วมกับเพื่อนๆ ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ที่ชายแดน ขออัตราเดียวที่กระทรวงกลาโหมก็ยังดี คำตอบของผู้บริหารจะยังเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกันได้หรือไม่
ประชาชนคนทั่วไปต้องการเป็นทหารรับใช้ชาติก็มาก เพราะอาชีพทหารนั้นเสมือนรั้วของชาติ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี แต่คนจำนวนมากก็ขาดโอกาส บ้างจึงสมัครเป็นทหารเกณฑ์เข้าไปรับใช้กองทัพโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และต้องไปเสี่ยงดวงเอาดาบหน้าว่าจะมีโอกาสเข้ารับราชการทหารหรือไม่
ประชาชนทั่วไปไม่ติดใจหากบุคคลผู้ได้สิทธิพิเศษเข้าไปติดยศในกองทัพเป็นผู้รับใช้ชาติอย่างน่าชื่นชม อาทิ นักกีฬาทีมชาติที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ลูกหลานของทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ฯลฯ แต่อัตราที่ว่างลงนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่กรมเสมียนตราเสนอชื่อให้ปลัดกระทรวงกลาโหม บิดาผู้มีส่วนได้เสียเป็นคนลงนามรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้เซ็นคำสั่ง
แม้จะมีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด แต่เกิดความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เว้นแต่ลูกชายปลัดกระทรวงได้ผ่านกระบวนการสอบคัดเลือกตามปกติ
ความไม่ตรงไปตรงมาทำนองนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นสายเข้าโรงเรียนชื่อดัง การใช้สิทธิพิเศษความเป็นนายพลแห่งกองทัพดึงลูกหลานเข้ารับราชการ การฝากฝังเข้าทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ฯลฯ อาจเป็นเรื่องปกติที่ทำกันในสังคมทหารตั้งแต่อดีต แต่หากเราต้องการสร้างสังคมที่มีมาตรฐานด้านจริยธรรม หวังจะให้ข้าราชการทั้งหลายยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลที่ดี ก็ควรทบทวนเรื่องนี้ให้มีมาตรฐานเดียวและแฟร์กับประชาชนทุกกลุ่ม
อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้การรับใช้ชาติเป็นการเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะคนบางกลุ่ม เพราะความรักชาตินั้นผูกขาดกันไม่ได้ หากไม่ริเริ่มทบทวนหรือให้ความสำคัญในเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นการตอกย้ำสังคมอุปถัมภ์ให้ยิ่งฝังรากและเข้มแข็งต่อไป
หากไม่ทบทวนเรื่องนี้ก็ยากที่เราจะเห็นการปฏิรูปกองทัพ ยากอย่างยิ่งที่จะมีการปฏิรูประบบราชการ แต่เรากำลังอนุญาตให้สังคมสิทธิพิเศษสืบสานระบบสองมาตรฐานต่อไป







