
กฎหมายลูก
หลักปฏิบัติที่สืบต่อกันมานับตั้งแต่หลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
หลักปฏิบัติที่สืบต่อกันมานับตั้งแต่หลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ได้มีการออกแบบกฎหมายขึ้นมาลักษณะหนึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ก็คือเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ถูกประกาศใช้ให้เป็นรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีการยกร่างกฎหมายเช่นว่า ซึ่งเรียกกันง่ายๆ ว่ากฎหมายลูก (เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่) กันต่อไป
ในคราวยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.นี้ก็ไม่แตกต่างกัน ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในมาตรา 267 ให้ กรธ.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่าง พรป. อันจะบอกชื่อต่อไป ให้แล้วเสร็จและเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ร่าง พรป.ดังว่าไปนั้น มีดังต่อไปนี้ 1.พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2.พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 3.พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 4.พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 5.พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง 7.พรป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.พรป.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 10.พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในการจัดทำร่าง พรป.ดังที่กล่าวนามมานั้น กรธ.จะจัดทำร่าง พรป.ทั้งหลายเหล่านั้นขึ้นใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ และต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และเมื่อ สนช.ได้พิจารณา พรป.ที่ว่าไปนั้นแล้วเสร็จให้ กรธ.เป็นอันพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องไม่ช้ากว่าวันพ้นจากตำแหน่งของ สนช. นั่นคือต้องให้ กรธ.พ้นจากตำแหน่งก่อน หรืออย่างช้าที่สุดพร้อมกันกับที่ สนช.จะพ้นจากตำแหน่งนั่นเอง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ยังได้เผื่อไว้ในกรณีที่ต้องการกำลังเพิ่มเติมในส่วนของ กรธ. โดยระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการร่างและดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับ พรป.ที่ว่าไปให้เกิดประสิทธิภาพและรวดเร็จ กรธ.จะขอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นก็ได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 30 คน นั่นคือตั้งเพิ่มไม่เกิน 9 คน
เมื่อร่าง พรป.ออกจากมือ กรธ.เข้าสู่มือ สนช. ฝ่ายหลังนี้ต้องพิจารณาร่าง พรป.ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับร่าง พรป.แต่ละฉบับ หาก สนช.พิจารณาไม่แล้วเสร็จตามที่กำหนด ให้ถือว่า สนช.ให้ความเห็นชอบกับร่าง พรป.ตามที่ กรธ.เสนอ เมื่อ สนช.พิจารณาร่าง พรป.ฉบับใดแล้วเสร็จ ให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และ กรธ.พิจารณา หากท่านเหล่านี้เห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้แจ้งประธาน สนช.ภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่าง จากนั้นให้สนช.ตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งจำนวน 11 คน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสมาชิก สนช.กับสมาชิก กรธ.ฝ่ายละ 5 คน เพื่อพิจารณาร่างแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง หาก สนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของ สนช. ให้ร่าง พรป.นั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่ สนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ดังว่า ให้ถือว่า สนช.ให้ความเห็นชอบตามร่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอ
ขั้นตอนเป็นไปประมาณที่ว่ามา ส่วนรายละเอียดของแต่ละฉบับจะเป็นอย่างไร ต้องรอดูกันต่อไปนะครับ







