
เงินหยวนป่วนภูมิภาค
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) ประกาศลดค่าเงินหยวนอ้างอิงรายวันให้อ่อนลงต่อเนื่องติดต่อกันหลายครั้งจนค่าเงินหยวนอ้างอิงได้ถูกปรับลงแล้วกว่า 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2015 ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ PBOC มีการประกาศเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าเงินหยวนอ้างอิงรายวันให้สะท้อนทิศทางของตลาดมากขึ้น
เงินหยวนจะยังคงมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อเนื่องจาก 1) การเข้าไปอยู่ในตะกร้าสกุลเงิน SDRs (Special Drawing Rights) ของ IMF ทำให้เงินหยวนจำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของตลาดมากขึ้น
2) การเปลี่ยนการอ้างอิงค่าเงินหยวนของ PBOC ให้ขึ้นอยู่กับตะกร้าสกุลเงินแทนที่จะผูกอยู่กับเหรียญสหรัฐเพียงอย่างเดียว โดยการเปลี่ยนให้เงินหยวนมาขึ้นอยู่กับตะกร้าสกุลเงินอีก 12 สกุล ที่มีทิศทางอ่อนค่าลงเทียบกับเหรียญสหรัฐ จะทำให้เงินหยวนอ่อนลงตามไปด้วย
3) ค่าเงินหยวนที่ซื้อขายกันนอกประเทศ (CNH) ได้อ่อนตัวลงเร็วกว่าเงินหยวนในประเทศ (CNY) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินหยวนของต่างชาติที่ลดลง ทำให้ส่วนต่างระหว่าง CNH และ CNY กว้างขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ PBOC มีโอกาสปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงต่อไปอีก โดยไม่มีแรงจูงใจในการแทรกแซงค่าเงินมากดังเช่นในอดีต ซึ่งจะช่วยรักษาระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน หลังจากล่าสุดทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในเดือน ธ.ค.ลดลงกว่า 108.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากสุดเป็นประวัติการณ์
การทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกจีน การส่งออกของจีนในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลงแล้วกว่า 3% YOY ทั้งนี้ ดัชนีค่าเงินหยวน (Nominal Effective Exchange Rate: NEER) เมื่อเทียบกับตะกร้าของค่าเงินอื่นๆ ซึ่งคำนวณโดย Bank for International Settlement (BIS) ได้แข็งค่าขึ้นเมื่อช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มาอยู่ในระดับที่มากกว่า 125 ซึ่งเป็นระดับที่ IMF ชี้ว่าไม่อ่อนค่าจนเกินไปแล้ว อีไอซีจึงมองว่า PBOC ได้เข้าไปลดค่าเงินลงเพื่อให้ NEER กลับมาอยู่ในระดับราว 125 อีกครั้ง
นอกจากนี้ PBOC ยังมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจจีนเกิด Hard-landing การอ่อนค่าของเงินหยวนเป็นปัจจัยกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินในภูมิภาค โดยประมาณการค่าเงินบาทไว้ที่ 37 บาท/เหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2016 ไทยมีสถานะทางการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยมีทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงและมีหนี้ต่างประเทศโดยรวมต่ำ ในระยะสั้นเงินบาทอาจมีความผันผวนมากกว่าเงินหยวนได้ เนื่องจากเงินหยวนยังมี PBOC คอยพยุงอยู่







