
น้ำมันโลกพ้นจุดต่ำสุด เร่งคงการผลิตกู้ชีพราคา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในวันอาทิตย์ที่ 17 เม.ย.นี้ ทั่วโลกต่างต้องจับตาไปที่การประชุมครั้งสำคัญของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ที่นำโดยซาอุดิอาระเบียและกลุ่มประเทศนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซีย เพื่อหารือถึงการคงเพดานกำลังการผลิตน้ำมันไม่ให้สูงเกินกว่าระดับที่ผลิตในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ดิ่งเหวลงถึงขั้นวิกฤต หลังจากที่เป็นช่วงขาลงยาวมาจนเกือบครบ 2 ปี
แม้จะยังไม่มีข่าวชัดเจนมากพอถึงการล็อบบี้นอกรอบกันได้ก่อนถึงวันประชุม ทว่าตลาดก็ดูจะคาดหวังกับการประชุมใหญ่ครั้งนี้ไม่น้อย สะท้อนได้จากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือที่พุ่งไปจนเกือบแตะระดับ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือสูงสุดทำสถิติของปี 2016 ไปเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสก็ขยับขึ้นแรงเกือบ 5% ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 12 เม.ย. จนไปแตะ 42.17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน จากระดับ 37.04 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ณ สิ้นปี 2015
ราคาที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 เดือนครั้งนี้ จึงทำให้ทั่วโลกหันกลับมาเชื่อเป็นเสียงเดียวกันอีกครั้งว่า ราคาน้ำมันโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วอย่างแท้จริงและกำลังจะกลับมาสู่ภาวะขาขึ้นหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดทั่วโลกตื่นเต้นกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกันที่กลุ่มประเทศทั้งในและนอกโอเปกประชุมกันเพื่อหาทางพยุงราคาน้ำมัน ท่ามกลางเสียงเตือนว่าอย่าเพิ่งวางใจว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกจะเข้าสู่ภาวะขาขึ้นได้แล้วอย่างแท้จริง เนื่องจากยังมีหลายตัวแปรที่ยังต้องจับตาอยู่
นักวิเคราะห์ของธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ ในเยอรมนี ให้ความเห็นกับรอยเตอร์สก่อนหน้านี้ว่า ปัจจัยสำคัญพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงนี้ เป็นเพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่อยู่ในช่วงอ่อนค่าที่สุดในรอบ 8 เดือน เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญๆ ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพราะเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจโลก
เงินเหรียญที่อ่อนค่าลงหนักจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้นักค้าและหลายประเทศเร่งซื้อน้ำมันและสัญญาล่วงหน้าตุนเอาไว้ โดยเฉพาะในจังหวะที่หลายคนคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ราคาน้ำมันโลกอาจเริ่มกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป และหลายฝ่ายยังต้องเร่งตุนไว้ก่อนที่เงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาแข็งค่าขึ้นหลังช่วงกลางปีนี้ไป เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐด้วย
ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญยังมาจากการเปิดเผยตัวเลขนำเข้าน้ำมันของจีนที่พุ่งสูงสุดทุบสถิติในช่วงไตรมาสแรกปี 2016 นี้ด้วย โดยอยู่ที่ 91.1 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 13% หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 6% เนื่องจากบรรดาโรงกลั่นในจีนต่างกว้านซื้อน้ำมันในช่วงราคาถูก
ราคาที่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้จึงมาจากเพียงปัจจัยพื้นฐานระยะสั้น บวกกับความคาดหวังถึงการประชุมสุดสัปดาห์นี้เท่านั้น
เมื่อหันกลับไปมองประเด็นสำคัญทางจิตวิทยาที่ทำให้ราคาน้ำมันสามารถพุ่งขึ้นหรือดิ่งลงได่อย่างรวดเร็วกว่า 2% เพียงชั่วข้ามคืน อย่างการประชุมเพื่อคงเพดานการผลิตน้ำมันที่กรุงโดฮา ประเทศ
กาตาร์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17 เม.ย.นี้แล้ว ต้องยอมรับว่าปัจจัยนี้ยังมี “ความเสี่ยงสูงเกินไป” ที่จะนำมาคาดการณ์ราคาในระยะยาวได้
ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นถึงเกือบ 5% เมื่อคืนวันที่ 12 เม.ย. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข่าวที่มีการปล่อยออกมาว่า ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มโอเปกและรัสเซีย ซึ่งเป็นขาใหญ่นอกกลุ่มโอเปกนั้น สามารถตกลงคงเพดานผลิตน้ำมันกันได้นอกรอบแล้ว แม้ว่าจะไม่มีอิหร่านซึ่งเป็นทั้งตัวแปรสำคัญและเป็นเงื่อนไขสำคัญของซาอุดิอาระเบียมาตลอดเข้าร่วมด้วยก็ตาม
ทว่าเพียงข้ามคืนหลังจากที่รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบีย อาลี อัลไนมี ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว ราคาก็ลดลงฮวบทันทีกว่า 2% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงเทขายเพื่อทำกำไร
ต้องยอมรับว่าการจะให้หลายประเทศสามารถเคาะมติคงกำลังการผลิตร่วมกันได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คาดหวัง ตราบใดที่ความสัมพันธ์ในเชิงปฏิปักษ์ระหว่างซาอุดิอาระเบีย-อิหร่านยังไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งรายได้จากน้ำมันยังคงเป็นหัวใจสำคัญต่อการรักษาดุลอำนาจในตะวันออกกลาง
ซาอุดิอาระเบียย้ำมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาว่า จะไม่คงหรือลดการผลิตหากประเทศอื่นไม่ทำตามด้วย ในขณะที่อิหร่านก็ส่งสัญญาณชัดเจนมาตตลอดเช่นกันว่าจะไม่คงกำลังผลิตอย่างแน่นอน ตรงกันข้ามจะเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยกับที่สูญเสียไปหลายปีในช่วงที่ถูกประชาคมโลกคว่ำบาตรด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงคาดการณ์ในแง่ดีว่า ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียไม่น่าจะปล่อยให้ความพยายามที่ยื้อมาได้นาน นับตั้งแต่เริ่มคุยกันในช่วงกลางเดือน ก.พ. ต้องจบลงอย่างไร้ ความหมาย และหากการเจรจาต้องล้มเหลวลง นอกจากจะไม่ช่วยดันราคาน้ำมันให้เข้าสู่ขาขึ้นได้จริงแล้ว ยังจะกลายเป็นปัจจัยลบในเชิงจิตวิทยาครั้งใหญ่ที่ฉุดให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนักอีกด้วย
ในแง่ร้ายที่สุดนั้น เจฟฟ์ เคอร์รี หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จากโกลด์แมน แซคส์ จึงมองว่าที่ประชุมจะพยายามประคองให้มีมติร่วมกันออกมาให้ได้ในที่สุด เพียงแต่อาจไม่มีผลที่เปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นฐานได้มากนัก เพื่อไม่ให้การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างชัดเจนออกมา
นอกจากปัจจัยการประชุมที่กาตาร์แล้วผู้เชี่ยวชาญในวงการน้ำมันยังเตือนถึงปัจจัยพื้นฐานสำคัญอย่างสต๊อกน้ำมันดิบที่ยังมีปริมาณมากกับสต๊อกที่ถูกเร่งผลิตกว่า 300 ล้านบาร์เรล ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาของราคาน้ำมันขาลง
ดังนั้น แม้ที่ประชุมกาตาร์อาจจะประสบความสำเร็จ หรือไม่ได้ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดจนสะเทือนความเชื่อมั่นไปทั่วโลก แต่ปัจจัยพื้นฐานอีกหลายอย่าง เช่น สต๊อกน้ำมันมหาศาล ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกไม่สามารถฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะขาขึ้นได้อย่างถาวรในเร็วๆ นี้ เพราะยังต้องใช้เวลาอีกสักพักในการผ่านจุดสมดุลไปก่อน ซึ่งคาดว่าอย่างเร็วที่สุดคือในช่วงปลายไตรมาส 3 และทำให้ตลาดทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีโอกาสผันผวนต่ออีกระยะหลังจากนีh







