posttoday
ปราบคอร์รัปชั่นอย่างไรจะสำเร็จ (1)

ปราบคอร์รัปชั่นอย่างไรจะสำเร็จ (1)

13 เมษายน 2559

โดย...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์

โดย...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์

“เรื่องบอร์ด เรื่อง CEO เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ผมจะรื้อทั้งหมด จำไว้อย่ามาอ้างใครอีก เด็กคนโน้นเด็กคนนี้อะไรต่างๆ ผมไม่ยอมทั้งสิ้น เพราะอำนาจผมคนเดียว ผมเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วผมก็จะปรึกษาทุกท่าน รองนายกรัฐมนตรีทุกคน เอาคนดีมาทำงาน ไม่ดีเอาออกไป กำจัดทิ้งไป วันนี้ประเทศชาติสำคัญที่สุด”

ถ้อยคำนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในรายการโทรทัศน์ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 25 มี.ค. 2559  ซึ่งเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ประกาศต่อต้านการคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest ที่ระบาดมากที่สุดในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวในงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารประศาสนภักดี เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2558 ว่า “...ต้องหยุดและเลิกระบบอุปถัมภ์ นำระบบคุณธรรมมาใช้แทน ต้องไม่ช่วยเหลือคนโกง ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เป็นพ่อแม่ ลูก เมีย ญาติ คงจะยาก แต่คิดว่าจำเป็นและสำคัญ เราต้องไม่ช่วยเหลือคนโกง...”

นอกจากนั้น ในพิธีเปิดการสัมมนา “บทบาทของศาสนาในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2559 ท่านก็ได้กล่าวย้ำอีกว่า “...การทุจริตในชาติบ้านเมืองไม่ได้ลดลง แม้จะมีอันดับดีขึ้น แต่คะแนนยังคงเท่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับศาสนา แต่จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนเข้าใจว่า การโกงชาติบ้านเมืองเป็นบาป เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ต้องละเลย และต้องสอนลูกหลานให้เข้าใจว่า การโกงเป็นสิ่งที่น่าอับอาย ตั้งแต่ที่ยังอยู่ในท้อง ซึ่งประเทศไทยนั้น มีระดับการโกงที่ค่อนข้างสูง จึงต้องอับอายชาติอื่นว่าเป็นชาติขี้โกง และถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนจะต้องลบล้างสิ่งเหล่านี้หรือทำให้ลดลงให้ได้ทุกปี...”

ล่าสุด เว็บไซต์ asiarisk.com ได้เปิดเผยรายงานผลการประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชั่นในภาคธุรกิจและนักการเมือง ประจำไตรมาสแรกของปี 2016 โดยสอบถามจากนักธุรกิจที่เข้ามาทำงานในประเทศนั้นๆ ระบุว่า “...ไทยมีอัตราการคอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2558 จาก  6.88 มาเป็น 7.67 คะแนนไตรมาสแรกปีนี้ ยังดีกว่าเมื่อปี 2557  ในช่วงที่มีการทำรัฐประหารที่คะแนนสูงถึง 8.25 แม้ว่ารัฐบาลจะมีความตั้งใจกำจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นในประเทศ แต่พบว่าปัญหาในเรื่องทุจริตยังเกิดขึ้นและมีประเด็นที่มีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในระบบการตรวจสอบ...”

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวได้อ้างอิงถึงผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ระบุว่า อัตราการติดสินบนของเอกชนที่มีต่อรัฐ มีอัตราที่ลดลงกว่าปีก่อนร้อยละ 1-15  รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยพบว่าส่วนใหญ่ประชาชนทั่วไปยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลทหารจะสามารถปราบคอร์รัปชั่นได้

ความเห็นของบุคคลสำคัญทั้งสองท่านและมุมมองของสื่อต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่า เกือบ 2 ปีที่รัฐบาลนี้พยายามจะปราบการทุจริตคอร์รัปชั่นมา “ไม่ได้ผล” จึงต้องมาช่วยกันคิดว่า “ทำอย่างไรจะปราบได้”

เมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ในการต่อต้านคอร์รัปชั่นของรัฐบาล มี 3 ประการ คือ “ปลุก ป้องกัน ปราบ”

“ปลุก” หมายถึง ปลุกจิตสำนึก “ไม่โกง” ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องยากต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อทำลายล้างระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยตามที่ท่านประธานองคมนตรีกล่าว และน่าดีใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า “จะทำ” สิ่งที่สำคัญ คือ เด็กต้องเห็นแบบอย่าง “ไม่โกง” ของชนชั้นนำในสังคม ตามหลักที่ว่า “ทำดีให้เด็กดู เป็นครูให้เด็กเห็น” และต้อง “ทำทันที” ในลักษณะ “เชือดไก่ให้ลิงดู” จึงจะเกิดผลในเชิงป้องปรามการทุจริต

“ป้องกัน” หมายถึง การกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริต ซึ่งเท่าที่เห็น คือ คสช. ออกคำสั่งที่ 69/2557 ให้หัวหน้าส่วนราชการกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลภายในองค์กร และกำหนด “สัญญาคุณธรรม” หรือ Integrity Pact ซึ่งยังไม่เคยประสบความสำเร็จในประเทศที่ไม่มีคุณธรรม

อย่างไรก็ดี มาตรการป้องกันการทุจริตของรัฐบาลตามคำสั่ง คสช.ที่ 69/2557 แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 2 ปีแล้ว ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนทราบ จึงเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบการทำงานของหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ และใช้เป็นเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้าย

สิ่งที่ต้องชมเชยและยกย่อง แต่ไม่มีการกระทำอย่างเป็นทางการ คือ การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ริเริ่มการนำ “Integrity and Transparency Assessment–ITA” หรือ “การประเมินคุณธรรม (ความซื่อตรง) และความโปร่งใส” มาใช้ประเมินส่วนราชการต่างๆ มา 3 ปีแล้ว

ดัชนีชี้วัดการประเมิน ITA มี 5 ตัวชี้วัด คือ ความโปร่งใส ความพร้อมรับผิด ความปลอดจากการทุจริต วัฒนธรรมคุณธรรม (ความซื่อตรง) ในองค์กร และคุณธรรม (ความซื่อตรง) การทำงานในหน่วยงาน โดยมีการวัดจากภายใน ภายนอก และการประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์

ตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ ความซื่อตรงในหน่วยงาน ซึ่งเป็นการวัดความสามารถในการบริหารของหัวหน้าส่วนราชการโดยตรง ได้แก่ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ และความเป็นธรรมในการมอบหมายงาน ซึ่งทั้ง 3  ตัวชี้วัดนี้ประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่พบว่าหลายส่วนราชการได้รับคะแนนชุดนี้ต่ำ ดังนั้น รัฐบาลควรประกาศคะแนนการประเมิน ITA ของส่วนราชการเพื่อกระตุ้นให้มีการ “ปฏิรูป”

“ปราบ” หมายถึง การปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการอย่างเด็ดขาด ไม่ไว้น่าแม้จะเป็นญาติหรือคนใกล้ชิด เช่นเดียวกับประธานาธิบดีสีเจิ้นผิง ให้หลักว่า “ปราบตั้งแต่แมลงวันจนถึงเสือ”

ปัญหาใหญ่ในการปราบคอร์รัปชั่นของประเทศไทย คือ ความล่าช้าในการไต่สวนและดำเนินคดี ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย และการขาดความรู้ที่เป็นบรรทัดฐานว่า “ความผิดเรื่องคอร์รัปชั่นมีอะไรบ้าง” จึงไม่สามารถปลูกฝังสั่งสอนว่า “เรื่องนี้ผิดอย่าทำ” ได้

หลายคนมักอ้างว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน” ทำให้โรคโกงบ้านโกงเมืองระบาดไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาไม่มีที่ยืนให้ “พลเมืองดี” ที่ช่วยปราบคอร์รัปชั่น ขอเป็นตอนหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท