
เศรษฐกิจโลกป่วนหนัก เอกชนไม่กล้าลงทุน
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เศรษฐกิจโลกในปีนี้ผันผวนอย่างมาก เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากภายในเดือนเดียวหรือสัปดาห์เดียว ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วย
แค่เพียงเศรษฐกิจจีนประเทศเดียวที่ถูกจับตามองมากที่สุด นักวิเคราะห์ก็ทำให้ตลาดโลกแตกตื่นได้เป็นระยะ บทวิเคราะห์และมุมมองต่างๆ เดี๋ยวก็มองว่าวิกฤตเศรษฐกิจจีนจะไม่รุนแรง รัฐบาลจีนน่าจะรับมือไหว แต่อีกไม่นานก็เปิดเผยตัวเลขออกมาว่าแย่เกินคาด ตามมาด้วยมาตรการชุดของรัฐบาลจีนก็พากันวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจจะดีอีก เรียกว่าสามวันดีสี่วันไข้
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทำให้หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและสถาบันชั้นนำของโลก ต่างปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกันเป็นว่าเล่น จนไม่รู้ว่าจะยึดถือตัวเลขเศรษฐกิจจากสำนักใดในการวางแผนธุรกิจ
สถาบันเศรษฐกิจชั้นนำของโลกเอง ก็มองแตกต่างกันอย่างมาก คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ข่าวดีคือเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและไม่วิกฤตแล้ว แต่เป็นการฟื้นตัวช้า และมีความเปราะบางมาก
ด้านเจ้าหน้าที่ของไอเอ็มเอฟที่เข้ามาเก็บข้อมูลและประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2559 แล้วสรุปผลการประเมินออกมาว่า พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งพอจะเอื้อให้เศรษฐกิจขยายตัวทั้งระยะสั้นและระยะยาว และเห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแบบผ่อนปรนของรัฐบาล ที่จะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ในปีนี้ให้ขยายตัว 3% และจะเพิ่มเป็น 3.2% ในปี 2560
แต่รัฐบาลไทยก็ดีใจได้ไม่กี่วัน ธนาคารโลกก็หั่นจีดีพีของไทยในปีนี้จะเติบโตเพียง 2.5% และในปี 2560 จีดีพีจะขยายตัว 2.6% ลดลงกว่าในปี 2558 ที่เศรษฐกิจเติบโต 2.8%
ธนาคารโลกให้เหตุผลว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำคือ หากเศรษฐกิจจีนหดตัว จะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดในด้านการค้าและการเงิน เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าที่มีสัดส่วนถึง 12% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และลงทุนทางตรงคิดเป็น 8% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของไทย
นอกจากนี้ หากการปฏิรูปทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ไม่เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นและอาจนำไปสู่การประท้วงบนท้องถนน หน่วยงานของรัฐไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และมีผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุน
ด้านธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ก็ปรับลดจีดีพีของไทยปี 2559 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 3.5% ก็ลดลงมาเหลือ 3% ในปีนี้
ทุกสำนักมองเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง และถูกจับตามองว่าจะเกิดฟองสบู่แตกหรือไม่ ทำให้การส่งออกของไทยจะขยายตัวติดลบต่อในปีนี้ ปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกจะฉุดกำลังซื้อของเอกชน
นอกจากนี้ ทุกคนก็จับตารอดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะทยอยออกมาด้วยว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้มากกว่า 3% หรือไม่
อย่างไรก็ดี สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจหลักในประเทศ อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ไม่ได้มองตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะเติบโตแตกต่างกันมาก ให้ประมาณการเศรษฐกิจขยายตัวในกรอบที่กว้างตั้งแต่ 2.5-3.5%
การมองความร้ายแรงของผลกระทบของเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจไทย แตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละราย แต่นั่นคือผลกระทบที่เป็นปัญหาใหญ่ของเอกชน เมื่อมองไม่ออกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทรงตัว หรือแย่ลง การวางแผนธุรกิจอย่างระมัดระวังแบบปลอดภัยไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนทำ ส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นเพราะเอกชนยังไม่แน่ใจที่จะขยายกำลังการผลิต
การจะมองว่าเศรษฐกิจฟื้นหรือฟุบ จะต้องวัดด้วยตัวเลขที่เป็นรูปธรรม ไม่ควรจะใช้ความรู้สึกหรือความน่าจะเป็นขึ้นมาวิเคราะห์ เพราะจะทำให้ผลที่ได้อาจจะเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้บ้างแล้ว
อาจจะมองเหมือน รมว.คลัง พูดเกินความจริงไปหรือไม่ ก็จะต้องกลับมาดูตัวเลขดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจต่างๆ ว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวขึ้น เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐบาล รายจ่ายลงทุนที่ขยายตัวได้ในระดับสูงที่ 36.9% โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดก่อสร้างสะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์กลับมาขยายตัวที่ 3.7% ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีเติบโตขึ้นถึง 16%
นอกจากนี้ การที่ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีต้นทุนที่ต่ำลง ทำให้สภาพคล่องดีขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลที่ออกเป็นช่วงๆ เช่น โครงการช็อปปิ้งเพื่อชาติเมื่อเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และนำค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวและกินอาหารช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์มาหักภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท
ภาพรวมยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยไตรมาสแรกเฉลี่ยขยายตัว 5% เทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน ในขณะที่ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในภาคที่อยู่อาศัยติดลบ 2% ถือว่าติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่เฉลี่ยติดลบ 5% ส่วนภาคธุรกิจขยายตัว 1% ปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปีก่อนติดลบ 1-2% และยอดจำหน่ายในส่วนของโครงการพื้นฐานขยายตัว 19% ปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปีก่อนขยายตัว 11%
แนวโน้มการลงทุนเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นชัดเจนจากตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปีนี้ (เดือน ม.ค.-มี.ค.) มี 311 โครงการ มูลค่า 8.99 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่ตัวเลขการบริโภคและตัวเลขการส่งออกที่ยังไม่ดี ทำให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้อย่างลุ่มๆ ดอนๆ
ดังนั้น ความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่ ในขณะนี้อยู่ในกำมือของรัฐบาลแล้ว เพราะเป็นปัจจัยเดียวที่รัฐบาลควบคุมได้ หากเศรษฐกิจเกิดปัญหา รัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม
ฉะนั้นการมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่จะหยิบยกมุมไหนขึ้นมาพูด แต่ในมุมของเอกชน การชะลอการลงทุนก็ยังเป็นความปลอดภัยสูงสุด







