
3 ปีแรกของการปฏิรูปประเทศไทย
...พลเดช ปั้นประทีป
การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยที่นำโดยสองผู้ทรงคุณวุฒิ กำลังออกตัวไปอย่างแข็งขันท่ามกลางความคาดหวังของคนจำนวนมาก และเสียงดูหมิ่นถิ่นแคลนของคนอีกจำนวนหนึ่ง แต่คนทั่วไปที่เป็นพลังเงียบส่วนข้างมากของประเทศยังคงสาละวนกับการทำมาหากินเพื่อยังชีพไปวันๆ
ความขัดแย้งทางการเมืองจนถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง โดยมีคนไทยในคู่ขัดแย้งต้องสังเวยชีวิตร่วมร้อย และบาดเจ็บอีกนับพัน ธุรกิจเอกชนและเศรษฐกิจของประเทศถูกผลกระทบหนัก เหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่สะท้อนว่า สังคมไทยมีความเกรี้ยวกราด เอาแต่ใจตัว อมโรค และอ่อนแอ
ธรรมชาติของการปฏิรูปใดๆ ล้วนเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องอาศัยระยะเวลา และความวิริยะอดทน แต่คนไทยมักอยากได้สินค้าหรือบริการแบบสำเร็จรูปมากกว่า มักขาดความมีสำนึกว่าตนเองต้องร่วมลงแรงด้วย อุปมาดั่งการสั่งบริษัทมาติดตั้งแอร์เพื่อแก้ปัญหาอากาศร้อนในห้องนอนและจ่ายเงินซื้อ จากนั้นก็นั่งกระดิกเท้ารอรับสินค้าและบริการ หากไม่ได้ดั่งใจก็โวยวายอาละวาด
“ท่านอานันท์ ปันยารชุน และอาจารย์ประเวศ วะสี กับคณะผู้ทรงคุณวุฒิของท่านไม่ใช่บริษัทรับเหมาติดตั้งแอร์ หากใครจะเข้าใจเช่นนั้นด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คงได้ผิดหวังแน่”อย่างไรก็ตาม หน้าต่างแห่งโอกาสที่เกิดขึ้นจากวิกฤตบ้านเมืองครั้งนี้ล้วนเกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มฝ่ายต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชน นักสันติวิธี ฝ่ายความมั่นคง และรัฐบาล เป็นเหตุปัจจัยประกอบกัน ผมจึงหวังว่าทุกขบวน ทุกกลุ่มจะเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายใน 3 ปีแรกดังนี้ :
1.เร่งปรับเปลี่ยนทัศนคติและสำนึกของคนไทยบางประการ บทเรียนในการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบราชการ และปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา เราเน้นที่การปฏิรูปกฎหมาย กลไก และระบบดำเนินงานกันเป็นส่วนใหญ่ โดยละเลยการปฏิรูปที่ตัวบุคคลที่รับผิดชอบและสังคมที่เกี่ยวข้อง ในที่สุดนอกจากไม่ประสบความสำเร็จแล้ว
ภายใน 3 ปีแรกของการปฏิรูป เราควรต้องรณรงค์ทุกรูปแบบอย่างมีศิลปะและอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมี สำนึกรังเกียจคอร์รัปชันอย่างเข้ากระดูกดำ ต้องทำให้คนไทยมีสำนึกในการปกครองด้วยตนเอง เพราะสำนึกแบบราษฎรในการปกครองที่เอาแต่คอยเลือกนายหรือเรียกหาอัศวินม้าขาวมาช่วยนั้นไม่ได้แล้ว
2.รณรงค์สร้างกระแสประชามติหนุนขบวนการปฏิรูปให้ต่อเนื่องต่อไป อย่างที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า การปฏิรูปเป็นกระบวนการที่ต้องการความต่อเนื่องและใช้เวลา ดังนั้นภายใน 3 ปีแรกจำเป็นต้องสร้างกระแสสนับสนุนจากสาธารณชนให้กว้างขวางและแข็งแรงเพียงพอ จนถึงขนาด
“ติดลมบน” ให้ได้การรณรงค์สร้างกระแสสังคมเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่รอการรังสรรค์ของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในทุกระดับ ซึ่งสื่อดั้งเดิมและสื่อมิติใหม่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
3.สนธิพลังเครือข่ายทางสังคมให้แข็งแกร่งทั้งแผ่นดิน พลังประชามติ เป็นกระแสสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครสามารถจัดตั้งสั่งการได้ ส่วน พลังเครือข่าย คือพลังที่เกิดจากการจัดตั้งหรือจัดการ ซึ่งทั้งสองรูปแบบเป็นองค์ประกอบสำคัญของ พลังทางสังคม ในภาพรวม
สิบปีที่ผ่านมานี้มีเครือข่ายทางสังคมเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงพื้นที่เชิงประเด็น และในวงการอาชีพต่างๆ ดังนั้นการสนธิกำลังระหว่างเครือข่ายที่มีศักยภาพต่างๆ ในลักษณะข้ามพื้นที่ ข้ามประเด็น ข้ามวัฒนธรรม คือเป้าหมายรูปธรรมในการสร้างพลังทางสังคม อันเป็นพลังหลักในการปฏิรูปประเทศไทยทั้งเฉพาะหน้าและในระยะยาว ขบวนสมัชชาปฏิรูป 14 เครือข่าย ที่คณะของอาจารย์หมอประเวศกำลังเตรียมการ แท้ที่จริงคือภารกิจที่ว่านี้
4.จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการปฏิรูปภาคปฏิบัติอย่างเพียงพอ เพื่อเป็นการเตรียมการขับเคลื่อนขบวนปฏิรูปประเทศไทยให้ต่อเนื่อง ภายใน 3 ปีแรกจึงควรใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการจัดตั้ง และพัฒนาระบบกองทุนสนับสนุนเครือข่ายปฏิบัติการของภาคประชาชนให้เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ ซึ่งรูปแบบกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม และกองทุน สสส.นับเป็นต้นแบบที่ดี
ในด้านสิ่งแวดล้อม เรามีกองทุนสิ่งแวดล้อมดำเนินงานมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่มีบทบาทแคบมาก และอยู่ในระบบราชการ หากปฏิรูปเสียใหม่ให้เป็นองค์กรมหาชนแบบ สสส. โดยอาจยึดโยงอยู่กับคณะกรรมการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะออกเป็นกฎหมายก็ได้
ในด้านสังคมมีกองทุนอยู่แล้วมากมายที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คือ กองทุนพัฒนาเด็กฯ กองทุนผู้สูงอายุฯ กองทุนส่งเสริมสวัสดิการสังคมฯ กองทุนฟื้นฟูคนพิการ และกองทุนต่อต้านการค้ามนุษย์ แต่ทั้ง 5 กองทุนนี้อยู่ในระบบราชการเช่นกัน จึงไม่เอื้อต่อการสนับสนุนภาคประชาชนเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าบูรณาการ 5 กองทุนขึ้นเป็นกองทุนพัฒนาสังคมฯ โดยให้เป็นองค์การมหาชน ก็จะสามารถทำงานได้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่แบบก้าวกระโดด
ในด้านการเมืองเรามี กองทุนพัฒนาการเมือง ที่ดูแลโดยสถาบันพระปกเกล้า แต่ยังไม่มีผลงานที่โดดเด่น แม้ในช่วงวิกฤตทางการเมืองก็ไม่เห็นบทบาทเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะมีเงินไม่มาก ดังนั้นเมื่อครบเงื่อนไข 3 ปี ควรพิจารณาให้เกิดการแยกกองทุนนี้ออกมาเป็น องค์การมหาชนอิสระ และเพิ่มภารกิจในการสนับสนุนการตรวจสอบทุจริตแก่องค์กรภาคประชาชนด้วยก็จะยิ่งครอบคลุมได้มาก
ฝากคณะกรรมการปฏิรูปและท่านอานันท์ปันยารชุน ไว้พิจารณาด้วยนะครับ







