posttoday
ยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่สำคัญเท่าปฏิบัติ

ยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่สำคัญเท่าปฏิบัติ

13 เมษายน 2559

ขอถือเอาฤกษ์ดี วันขึ้นปีใหม่ไทย วันที่ 13 เม.ย.นี้ อวยพรท่านผู้อ่านให้ได้รับสิ่งดีๆ สุขภาพกายใจ ทรัพย์สิน โชคลาภ วาสนา เจริญก้าวหน้า และมีคุณธรรม ในส่วนของประเทศ ก็อยากจะขอให้เป็นโอกาสเริ่มสิ่งใหม่ที่ดีกับส่วนรวม ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่จะเป็นจุดเริ่มของประเทศไทย ที่กำลังได้รับความสนใจในช่วงนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ มองในมุมการเมือง ประเด็นสนใจหลัก จะอยู่ที่ร่างฉบับนี้ จะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ถ้าไม่ผ่านจะเอาฉบับไหนมา จะมีการซ่อนรูปอำนาจต่อเนื่องอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการจัดสรรอำนาจ เช่น นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ภาคประชาชน องค์กรอิสระ อำนาจอื่นๆ

ขอถือเอาฤกษ์ดี วันขึ้นปีใหม่ไทย วันที่ 13 เม.ย.นี้ อวยพรท่านผู้อ่านให้ได้รับสิ่งดีๆ สุขภาพกายใจ ทรัพย์สิน โชคลาภ วาสนา เจริญก้าวหน้า และมีคุณธรรม ในส่วนของประเทศ ก็อยากจะขอให้เป็นโอกาสเริ่มสิ่งใหม่ที่ดีกับส่วนรวม ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่จะเป็นจุดเริ่มของประเทศไทย ที่กำลังได้รับความสนใจในช่วงนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ มองในมุมการเมือง ประเด็นสนใจหลัก จะอยู่ที่ร่างฉบับนี้ จะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ถ้าไม่ผ่านจะเอาฉบับไหนมา จะมีการซ่อนรูปอำนาจต่อเนื่องอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการจัดสรรอำนาจ เช่น นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ภาคประชาชน องค์กรอิสระ อำนาจอื่นๆ

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจ เรื่องหลักๆ ที่สนใจร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ได้จริงตามที่นายกรัฐมนตรีไปบอกกับนานาชาติ เพราะต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังต้องพึ่งพิง การลงทุน รายได้จากการส่งออก รายได้จากภาคบริการท่องเที่ยวจากต่างประเทศในสัดส่วนที่มาก ถ้าโลกไม่เชื่อมั่นร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้มีการเลือกตั้งปี 2560 ไทยก็ซึม

นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ภาคเศรษฐกิจเห็นเป็นการเริ่มต้นที่ดีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ให้ผู้กุมอำนาจใหม่ในการบริหารประเทศจะต้องเดินตามนั้น ต้องมีการกำหนดนโยบาย ทำแผน กำหนดงบประมาณ กำหนดทิศทาง จัดลำดับความสำคัญให้เป็นไปตามนั้น หากจะไม่มีการทำหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ต้องมีเหตุผลที่มากพอ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรและงบประมาณค่อนข้างจำกัด หากไม่ใช้ให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล ชาติไทยไม่มีทางเจริญก้าวข้ามประเทศรายได้ปานกลาง ต้องติดกับดักต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ต้องเป็นเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมาเป็นฉบับที่ 11 ซึ่งจะหมดกำหนดในปี 2559 นี้แล้ว แต่ฉบับหลังๆ แทบไม่มีผลเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติเลย เพราะการเมืองเลือกทำตามประเด็นที่หาเสียง ให้เห็นผลระยะสั้นใน 4 ปี เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่ เมินที่จะเดินตามยุทธศาสตร์ระยะยาว ดังนั้นจึงอยากขอเสนอวิธีปฏิบัติที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับสถานการณ์แบบไทยๆ ให้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่เป็นแค่เศษกระดาษ

รวมทั้งจะว่าไปแล้วบรรยากาศยังเหมือนกับบ้านเมืองขณะนี้ แต่ช่วงนั้นเรียกได้ว่า เป็นยุคเทคโนแครตขับเคลื่อนประเทศ โดยเมื่ออาจารย์เสนาะ อูนากูล กลับเข้ามาเป็นเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ครั้งที่ 2 ได้เสนอนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 5 (2525-2529) ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังได้อย่างไร เนื่องจากสถานการณ์ภายใน และนอกประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

หลักคือมีการตั้งองค์กรใหม่ เพื่อทำหน้าที่ตัดสินและสั่งการให้มีการปฏิบัติ มีการกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติ ต้องมีการรายงานผล เพื่อให้มีการสั่งงานในขั้นถัดไป ดังนั้นองค์กรใหม่ต้องมีการดำเนินการต่อเนื่องนานเพียงพอ จึงจะบริหารแผนให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างจริงจัง แต่จะทำงานลักษณะนี้ได้ ต้องมีบุคลากร หรือหน่วยงานที่เข้มแข็งและหลากหลายเพียงพอ จะต้องไม่รับงานไปทำเกือบทุกอย่าง ต้องทำเฉพาะด้านต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ โดยสามารถทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากองค์กรระดับนโยบายได้เสร็จทันเวลา

ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญภารกิจไว้ในแผน ต้องมีบุคคลที่สามารถมองภาพทั้งหมดนี้ได้ สามารถออกแบบองค์กรระดับนโยบายและหน่วยสนับสนุน มีคนทำงานที่มากพอกับงานที่ได้รับมอบหมาย ต้องสามารถเป็นผู้ประสานสิบทิศได้ กับระดับนโยบายและหน่วยงานสำนักงาน โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 6 คณะ 1.คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการนโยบายกลาง รับ
ผิดชอบนโยบายเกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่ยิ่งพัฒนายิ่งขาดทุน ต้องแก้ไขเร่งด่วนที่สุด 2.คณะกรรมการพัฒนาชนบทแห่งชาติ เพื่อแก้ 3 ปัญหาคือ ความโง่-ความจน-ความเจ็บ มีการตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาชนบท ขึ้นมาเก็บรวบรวมและประเมินผลข้อมูล 3.คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้แนวคิด “ภูมิสังคม” โดยคำว่า ภูมิ คือให้ดูภูมิประเทศที่อยู่รอบๆ ตัว ให้ดูดิน น้ำ ลม ไฟ ทำอย่างไรจึงจะสร้างความสมบูรณ์และสมดุล ส่วนสังคม คือต้องเคารพคน เพราะมนุษย์มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

4.คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก เพื่อแก้ปัญหายิ่งพัฒนายิ่งกระจุกตัว โดยพัฒนา เช่น มาบตาพุด ระยอง ที่เป็นแหล่งนำก๊าซธรรมชาติขึ้นฝั่ง พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ แหลมฉบัง ชลบุรี เป็นเมืองท่าสมัยใหม่ 5.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพราะไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก และ 6.คณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. จากก่อนหน้านี้มีความพยายามร่วมรัฐกับเอกชนหลายครั้งแต่ไม่ได้ผลมาก

ทั้งนี้ แม้แนวคิดดังกล่าวดูเผินๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคณะกรรมการต่างๆ ในเมืองไทย มีการตั้งมาเป็นหลายร้อยคณะ แต่ความแตกต่างในสาระมีมาก อาจารย์เสนาะบอกว่า 1.คณะกรรมการระดับชาติทั้ง 6 คณะ (ยกเว้น กรอ.) ตั้งขึ้นโดยเป็นประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายมากกว่ามติคณะรัฐมนตรี มีความคล่องตัวมากกว่า คณะกรรมการที่ตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะหมดอายุไปพร้อมกับคณะรัฐมนตรีชุดนั้นๆ 2.คณะกรรมการเกือบทุกคณะ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีเลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นเลขาธิการ มีการทำงานต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม 1-5 ต่อเนื่องนาน 8 ปี 3.ทั้ง 6 คณะมีสำนักงานเลขานุการที่เข้มแข็ง เช่น โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์  สถาพร กวิตานนท์ พิสิฎฐ ภัคเกษม ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช 4.ได้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศุลี มหาสันทนะ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

นี่จึงถือเป็นการทำแพลนนิ่ง ให้เป็นแอ็กชั่นแพลน ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศไทย เห็นได้จากการเติบโตบางปีกว่า 10% หรือเฉลี่ยช่วงนั้น 5-8% เป็นช่วงโชติช่วงชัชชวาล ดังนั้นหากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีการวางแผนปฏิบัติการให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย หรือหากไม่ผ่านประชามติ จะมีโอกาสนำยุทธศาสตร์นี้กลับมาทำให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างไรได้ ก็น่าจะทำเพื่อชาติไว้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท