posttoday
อียูกุมขมับปัญหารอบด้าน วิกฤตกรีซปะทุซ้ำ

อียูกุมขมับปัญหารอบด้าน วิกฤตกรีซปะทุซ้ำ

12 เมษายน 2559

ยุโรปมีประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามองอย่างมาก ทั้งวิกฤตหนี้กรีซที่กลับมาทำให้ยุโรปหวั่นอีกครั้งและเรื่องสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสหภาพยุโรป (อียู)

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ยุโรปมีประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามองอย่างมาก ทั้งวิกฤตหนี้กรีซที่กลับมาทำให้ยุโรปหวั่นอีกครั้งและเรื่องสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงวิกฤตผู้อพยพที่ผสมโรงทำให้เรื่องราว 2 ประเด็นข้างต้นมีความวุ่นวายซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สำหรับประเด็นวิกฤตหนี้กรีซเคยเป็นประเด็นที่ทำให้ทั้งโลกขวัญผวามาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อปี 2015 ลงเอยด้วยการที่นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซ ยอมที่จะใช้มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อหาเงินมาคืนเจ้าหนี้ เพื่อแลกกับการที่กรีซได้รับเงินก้อนใหม่ 8.6 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) แม้ไซปราสจะเคยเป็นนายกรัฐมนตรีหนุ่มหัวแข็งที่ต้านมาตรการรัดเข็มขัดอย่างมากคนหนึ่ง

เรื่องราวเหมือนจะจบลงด้วยดีในเดือน ก.ค. 2015 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อย่างที่หลายฝ่ายเคยเตือนไว้ กรีซจะกลายเป็นปัญหาอีกเมื่อถึงคราวต้องชำระเงินรอบใหม่ และก็เป็นจริงอย่างที่หลายฝ่ายเคยเตือนเอาไว้ วิกฤตหนี้กรีซทำท่าจะกลับขึ้นมามีบทบาทให้ยุโรปต้องกุมขมับอีกครั้ง

กรีซมีกำหนดการจ่ายหนี้ก้อนใหญ่ 2,300 ล้านยูโร (ราว 9.1 หมื่นล้านบาท) ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม กรีซกลับยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือก้อนที่ 2 จากเงินก้อน 8.6 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) ดังกล่าว เนื่องจากการเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้เกิดการไม่ลงรอยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

วิกิลีกส์ เว็บไซต์จอมเปิดโปง เปิดเผยเอกสารลับถอดบทสนทนาภายในเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แสดงให้เห็นว่าไอเอ็มเอฟต้องการให้เยอรมนี เจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซลดหนี้ให้แก่กรีซ แต่เยอรมนีไม่ยอม และไอเอ็มเอฟก็ “ข่มขู่” ว่า หากเยอรมนีไม่ยอมลดหนี้ ไอเอ็มเอฟเองก็จำเป็นต้องถอนตัวออกไปจากโครงการช่วยเหลือกรีซที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน 6 ปี

การถอนตัวของไอเอ็มเอฟจะทำให้ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด ต้องแบกรับภาระหนี้กรีซมากขึ้น และหากกรีซไม่มีเงินจะชำระอีกครั้ง กรีซก็จำเป็นต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนไป และปัญหาก็จะกลับมาอีกครั้ง ในขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัญหาผู้อพยพ

แม้ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ จะออกมาเปิดเผยว่า ไอเอ็มเอฟจะไม่ใช่วิธีการข่มขู่ในการเจรจา และยืนยันที่จะเจรจาเรื่องปัญหาหนี้กรีซต่อไป อย่างไรก็ตามภายในวงเจรจากลับเต็มไปด้วยความเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ไอเอ็มเอฟไม่เห็นด้วยกับกลุ่มประเทศยูโรโซนต่อเรื่องการให้กรีซปรับลดงบประมาณประเทศเพื่อให้มีงบประมาณเกินดุลอย่างน้อย 4.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และหันไปกดดันให้ยุโรปยอมปรับลดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้กรีซ

ในการเจรจาครั้งก่อน กรีซยินยอมที่จะปรับลดบำนาญ ปฏิรูปภาษี รวมถึงมาตรการอื่นๆ เพื่อให้งบประมาณถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ในอียูว่า กรีซยังคงไม่ลดบำนาญและจะยังจัดเก็บภาษีให้มากขึ้น และเมื่อราวเดือน ส.ค.ปีก่อน กรีซยังเสนอจัดตั้งกองทุนมูลค่า 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ด้วยสินทรัพย์ของรัฐบาล เพื่อนำไปลงทุนในกองทุนพิเศษอื่นๆ ซึ่งยิ่งกลายเป็นการฉุดการเจรจามากขึ้นไปอีก

ในบทสนทนาตอนหนึ่งของเอกสารที่วิกิลีกส์เปิดโปงข้อความตอนหนึ่ง ระบุว่า นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักจากนโยบายการเปิดรับผู้อพยพ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สร้างความยุ่งยากให้เศรษฐกิจและความมั่นคงของยุโรป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการก่อการร้ายที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2015 และการก่อการร้ายที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องการรับผู้อพยพ เพราะหนึ่งในผู้ก่อเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสเป็นผู้อพยพที่มาจากกรีซก่อนจะเดินทางต่อมายังฝรั่งเศส

ประเด็นดังกล่าวสร้างความปวดหัวให้แก่แมร์เกิล ซึ่งเสียความนิยมไปในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

การเลือกตั้งดังกล่าว พรรคทางเลือกแห่งเยอรมนี (เอเอฟดี) ได้ที่นั่งในสภาท้องถิ่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2013 โดยพรรคดังกล่าวชูนโยบายต่อการรับผู้อพยพ และบางนโยบายก็ “แข็ง” เช่นเดียวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันสู้ศึกประธานาธิบดีสหรัฐ เช่น การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้อาวุธปืนกับผู้อพยพ หรือการอนุญาตให้ชาวเยอรมันมีลูกเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการถูกผู้อพยพกลืนชาติ

ไม่เพียงเท่านั้น ประเด็นปัญหาเรื่องผู้อพยพที่ไม่ใช่แค่เพียงการลี้ภัยสงครามจากซีเรียเท่านั้น แต่ยังหมายถึงชาวยุโรปที่ต้องการอพยพเข้าไปอยู่ในอังกฤษ รวมถึงเรื่องการแบกรับภาระหนี้ของประเทศอื่นในอียู ยังเป็นเรื่องที่ทำให้อังกฤษอยากจะออกจากอียูไปให้พ้นๆ เสียที

อียูเป็นกลุ่มประเทศที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ในทางกลับกันนั้นกลับเป็นการทำให้ประเทศอื่นที่กำลังไปได้ดี ต้องเข้ามาแบกรับปัญหาของประเทศที่กำลังประสบวิกฤต ทั้งการแบ่งกันรับผู้อพยพ และการลงขันช่วยประเทศที่กำลังประสบวิกฤตอย่างกรีซด้วย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ พยายามเจรจากับอียูจนได้ข้อตกลงคือ อังกฤษสามารถจำกัดการรับผู้อพยพได้และยังไม่ต้องร่วมลงขันช่วยเหลือประเทศที่กำลังมีปัญหา ขณะที่อังกฤษจะต้องไม่ถูกกีดกันจากประเทศอื่นในกลุ่มที่ใช้สกุลเงินยูโร

แนวโน้มการถกเถียงและรณรงค์ก่อนการประชามติออกหรืออยู่กับอียูของอังกฤษ จะมีขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ จึงเอนไปทางที่จะอยู่กับอียูเสียมากกว่า ทว่าเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงบรัสเซลส์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวว่าอังกฤษจะออกจากอียู จนค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงร่วงทีเดียว 1% และทำให้ผลสัดส่วนชาวอังกฤษที่ต้องการลงคะแนนเสียงออกจากอียูปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 36% จากเดิมที่ 33% ท่ามกลางความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่ยิ่งยากต่อการคาดเดามากขึ้นในวันนี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์