
เศรษฐกิจโตกระจุก เงินเฟ้อกระจาย
ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดีกว่าที่ถูกหยามไว้มาก
ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดีกว่าที่ถูกหยามไว้มาก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เมื่อไตรมาสแรกเศรษฐกิจโตถึง 12% ไตรมาส 2 คาดว่าจะโตอีก 7%
เท่ากับว่าครึ่งปีแรกที่การเมืองร้อนแรงมากๆ กลับโตเฉียดๆ 10%
ส่วนทั้งปี 2553 ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรแบบจุดไฟเผาบ้าน เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวทะลุ 6% ไม่ต้องสงสัย
ย้อนกลับไปเมื่อตั้งรัฐบาลใหม่ๆ เมื่อปี 2552 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานจากภาวะเศรษฐกิจโลกถล่มและยังมีเหตุการณ์เดือน เม.ย.เลือด
นักเศรษฐศาสตร์ระดับตำนาน คือนายวีรพงษ์ รามางกูร บอกทำนองว่ายังมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าเศรษฐกิจแตะถึงพื้นหรือไม่
อีกคนคือ นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี บอกว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบมากที่สุดในโลก
เรียกนี้จึงเรียกได้ว่าหักปากกาเซียน!!!
แม้ในเชิงตัวเลขแล้วจีดีพีของไทยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เสียงบ่นของชาวบ้านเนื้อๆ นั้น ยังบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่คิดไว้
หากวิเคราะห์เชิงลึกแล้วจะพบว่า ที่เศรษฐกิจไทยที่โตวันโตคืนเกิดจากสองส่วนหลักๆ
หนึ่งคือการส่งออกและสองคือการบริโภคในประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ
โดยมี “การลงทุนภาครัฐ” เป็นอาหารเสริมให้กลไกภาคเอกชนทำงาน
การเติบโตของจีดีพีขณะนี้จึงเกิดจาก “ฐานบน” คือภาคอุตสาห กรรมในเมืองใหญ่และกลุ่มแรงงานในระดับมีฝีมือ
ส่งออกทำเงินเข้าประเทศกว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อเดือน
แต่เมื่อหักกลบลบหนี้กับการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่มีสัดส่วนประมาณ 70% จะเหลือเงินรายได้สุทธิจริงๆ ประมาณ 1.52 แสนล้านบาท
ยิ่งกว่านี้ยังมีการหักเงินรายได้นำส่งกลับประเทศแม่ของบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมข้ามชาติ ที่มาตั้งฐานในเมืองไทย...
โดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า ปริมาณเงินที่บริษัทต่างชาติส่งกลับประเทศแม่อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาทต่อปี
เท่ากับว่ารายได้สุทธิที่คนไทยได้ประโยชน์จริงๆ จากการส่งออกมีไม่เท่าไหร่ และกว่าที่เงินก้อนนี้จะไหลลงจากฐานบน ค่อยๆ ซึมลึกลงไปสู่ “ฐานล่าง” คือรายได้ของประชาชนรากหญ้าและชนชั้นกรรมาชีพยังต้องใช้เวลาอีกนับเดือน
หมายความว่า “วงรอบ” ของการหมุนของกระแสเงินสดกว่าจะกลิ้งไปถึงมือประชาชนทุกหัวระแหงนั้น จะช้ากว่าระบบเศรษฐกิจที่เติบโตจากระดับล่าง
ตรงกันข้ามถ้าราคาพืชผลทางการเกษตรดี รัฐบาลจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรสูง หรือการค้าขายแบบตลาดนัดคึกคัก
เงินทองจะหมุนถึงชนบทได้เร็วกว่ารายได้ในมือประชาชนจะเห็นเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ชัดเจนกว่า
จึงไม่แปลกที่รัฐบาลพูดจน “ปากเปียกปากแฉะ” ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโต 7% ชาวบ้านกลับไม่รู้สึกอินังขังขอบ
ยิ่งในสถานการณ์ที่ “สินค้าแพง ค่าแรงถูก” อย่างในขณะนี้ด้วยแล้ว ก็มีแต่เสียงบ่นและก่นด่า
เหมือนที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ออกผลสำรวจความเห็นประชาชนที่เรียกร้องถึงรัฐบาลล่าสุด พบว่าต้องการให้แก้ปัญหาปากท้องมากกว่าปัญหาการเมือง
สะท้อนจาก ตัวเลขเงินเฟ้อ ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศล่าสุดในเดือน ก.ค.2553 พบว่าเพิ่มขึ้น 3.4%
หมายความว่า ค่าครองชีพและต้นทุนในการดำเนินชีวิตของคนไทยสูงขึ้นทุกเดือน
หมายความว่า เงินสดในมือประชาชนที่นำไปซื้อสินค้าในเดือนที่ผ่านมามีค่าลดลง 3.4% ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเดินดินกินข้าวแกงสัมผัสได้
ยิ่งดัชนีราคาสินค้าอาหารปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดถึง 6.9% เรียกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์งานเข้าแน่ๆ
ส่วนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 5.6% ก็เป็นตัวสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ใช้รถยนต์ทำมาหากินได้อีกแขนงหนึ่ง
คำถามก็คือเงินเดือนและค่าแรงของชนชั้นกรรมาชีพนั้น มีการปรับขึ้นแค่ไหน และหากปรับน้อยกว่า 3.4% ก็ถือว่าปรับขึ้นน้อยกว่าค่าครองชีพ สังคมก็อาจต้องกังขา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ฟันธงว่าอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องถึงปลายปี 2553 ถึงต้นปี 2554
แม้ว่ารัฐบาลจะขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าจากผู้ประกอบการชน รวมทั้งขยายอายุมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและราคาพลังงานออกไปอีก 6 เดือน
แต่ยังคงมีหลากหลายปัจจัยที่สนับสนุนการปรับขึ้นของระดับราคาสินค้าโดยรวมในช่วงเวลาที่เหลือของปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าในหมวดอาหารน่าจะได้รับแรงผลักดันจากสภาพอากาศ และเทศกาลกินเจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553
ราคาในหมวดพลังงานอาจทยอยไต่ระดับขึ้นได้ตามทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลก
“อัตราเงินเฟ้อปีนี้น่าจะสูงสุดถึง 4%” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าว
ขณะที่อีกส่วนคือแรงส่งเศรษฐกิจ ที่เกิดจาก “การบริโภคสินค้า” ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นให้วงจรเศรษฐกิจหมุนในช่วงครึ่งปีแรก
โดยเฉพาะใน กลุ่มรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร พบว่าสินค้ากลุ่มนี้ได้รับอานิสงส์จากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ยอดขายรถยนต์ปีนี้อาจสูงสุดในรอบ 50 ปี ขณะที่สินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์บางแห่งสูงสุดในรอบ 60 ปี
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ปริมาณการบริโภคสินค้าเหล่านี้จะแผ่วลงในช่วงครึ่งปีหลัง
เนื่องจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามไป
แน่นอนว่ากระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ยกเว้นว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ
หรือถ้าประชาชนมีความมั่นใจว่ารายได้ในอนาคตจะไม่ลดลง ก็อาจทำให้ยอดขายสินค้าเติบโตต่อเนื่องก็ได้
แต่สุดท้ายจีดีพีก็จะเติบโตวนอยู่ในภาคเมือง รายได้ไม่ได้กระจายไปสู่ชนบทแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ตรงกันข้ามกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น โดนพิษสงกันทุกหย่อมหญ้า
จึงต้องจับตารัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ล่าสุดวงในบอกว่า รัฐบาลเตรียมยิงมาตรการแก้ปัญหาอีกชุดเริ่มวันที่ 16 ส.ค.
เริ่มจากการ แก้หนี้นอกระบบรอบสอง ที่จะเข้าไปถึงกลุ่มคนระดับล่างจริงๆ คือธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ให้
จากนั้นจะมีการเข้าไปถึงคนหาเช้ากินค่ำอย่างกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จะมีการทำประกันชีวิตประกันอุบัติเหตุราคาไม่แพง
รวมถึงนโยบายโฉนดชุมชนที่แจกที่ดินให้ชาวบ้านทำมาหากินในถิ่นฐานตัวเอง ไม่ต้องเข้ามาขับแท็กซี่ ขี่สามล้อในเมืองหลวง
พร้อมขยายฐานประกันรายได้เกษตรกรที่ขณะนี้ฮิตติดลมบนจน สส.พรรคเพื่อไทยในภาคอีสานและเหนือหวาดระแวง
โดยหลังจากยิงนโยบายกันอีกชุดใหญ่ ก็ต้องจับตาว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ไปซื้อใจรากหญ้าได้หรือไม่
อย่าปล่อยให้เป็นเหมือนไทยเข้มแข็ง ที่ถูกค่อนขอดว่า “เงินก้อนเดียวเก็บเกี่ยวนาน”







