
รุมทุบจีดีพีไทย
ธนาคารโลกห่วงวิกฤตเศรษฐกิจจีนพ่วงการเมืองในประเทศทำพิษ กดจีดีพีไทยเติบโตต่ำ ปีนี้โตแค่ 2.5%
ธนาคารโลกห่วงวิกฤตเศรษฐกิจจีนพ่วงการเมืองในประเทศทำพิษ กดจีดีพีไทยเติบโตต่ำ ปีนี้โตแค่ 2.5%
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกรายงานคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยระบุว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้จะเติบโตเพียง 2.5% และในปี 2560 จีดีพีจะขยายตัว 2.6% ลดลงกว่าในปี 2558 ที่เศรษฐกิจเติบโต 2.8%
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำคือ หากเศรษฐกิจจีนหดตัว จะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดในด้านการค้าและการเงิน เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าที่มีสัดส่วนถึง 12% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และลงทุนทางตรงคิดเป็น 8% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของไทย
นอกจากนี้ หากการปฏิรูปทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ไม่เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่ มีความเสี่ยงที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นและอาจนำไปสู่การประท้วงบนท้องถนน หน่วยงานของรัฐไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และมีผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่รวมจีนด้วย ลงมาอยู่ที่ 6.3% ในปีนี้ และลดลงอีกเหลือ 6.2% ในปีหน้า หลังจากเคยคาดการณ์เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะเติบโตที่ 6.4% ในปีนี้ และ 6.3% ในปีหน้า
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ได้ลดประมาณการขยายตัวของจีดีพีปี 2559 จาก 3.3% เหลือ 2.7% และคาดว่าเศรษฐกิจปี 2560 จะขยายตัวเพียง 2.8% ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกัน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 ถือเป็นกับดักความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข
นายอมรเทพ คาดว่า การส่งออกในปีนี้จะติดลบ 4% เนื่องจากการค้าโลกหดตัว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่เน้นภาคบริการทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง ราคาน้ำมันตกต่ำ โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กระทบราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตร การนำเข้าจะหดตัวรุนแรงถึง 8.2% สะท้อนว่าไม่มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อการผลิต
“การส่งออกในระยะต่อไปคงฟื้นตัวยาก ส่วนการลงทุนภาคเอกชนจะลดลงจาก 3.9% เหลือ 1.9% เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลังโตต่ำมาหลายปี รวมถึงการรอความชัดเจนของการเลือกตั้งในอนาคต” นายอมรเทพ กล่าว
ด้านการบริโภคเอกชนคาดว่าจะโตเพียง 1.4% ถูกกดดันจากปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย มีหนี้เต็มใช้จ่ายได้ไม่มาก







