
บิ๊กตร.ขอนแก่นสั่งปรับลูกสาวเพิ่ม หลังอ้างชื่อพ่อลดค่าปรับ
รองผบ.ก.ขอนแก่นสั่งเจ้าหน้าที่ปรับลูกสาวเพิ่มข้อหาขับรถเร็ว เหตุลูกอ้างชื่อหลังถูกจับจนได้ลดค่าปรับ เผยได้ดุว่าอย่างหนักพร้อมกำชับเป็นลูกตำรวจยิ่งต้องประพฤติตัวเป็นแบบอย่าง
รองผบ.ก.ขอนแก่นสั่งเจ้าหน้าที่ปรับลูกสาวเพิ่มข้อหาขับรถเร็ว เหตุลูกอ้างชื่อหลังถูกจับจนได้ลดค่าปรับ เผยได้ดุว่าอย่างหนักพร้อมกำชับเป็นลูกตำรวจยิ่งต้องประพฤติตัวเป็นแบบอย่าง
หลังจากเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หญิงสาวรายหนึ่งที่โพสต์ภาพใบสั่งพร้อมข้อความระบุว่า โดนเจ้าหน้าที่ให้ใบสั่งในข้อหาขับรถเร็วซึ่งมีอัตราปรับ 500 บาท แต่ได้อ้างว่าเป็นบุตรนายตำรวจใหญ่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงลดค่าปรับเหลือ 200 บาทและเปลี่ยนข้อหาเป็นไม่แสดงสำเนาคู่มือรถ
ล่าสุด พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Supakorn Khamsingnork" ระบุว่า หญิงคนดังกล่าวเป็นบุตรสาวของตนเอง และทันทีที่ทราบก็ได้ดุว่าบุตรสาวอย่างหนักรวมทั้งกำชับว่า เป็นลูกตำรวจยิ่งต้องประพฤติตัวเป็นแบบอย่างและเป็นคนดีของสังคม นอกจากนี้ได้สั่งการให้ สภ.ท้องที่ดำเนินการปรับบุตรสาวเพิ่มเติมในข้อหาขับรถเร็วและกำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถือเป็นแนวทางปฏิบัติโดยเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมาย
สำหรับข้อความทั้่งหมดมีดังนี้
จากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา...
ลูกสาวผมขับรถผิดกฎจราจร เมื่อโดนเรียกตรวจได้ขอความเมตตาจากตำรวจลดค่าปรับโดยบอกว่าเป็นลูกของ... เพื่อให้ตำรวจเห็นใจและใช้ดุลยพินิจลดค่าปรับให้ ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และไม่เคยสั่งสอนลูกให้ใช้อภิสิทธิ์อะไรกับใคร
ทันทีที่ทราบเรื่อง ผมได้ดุว่าลูกสาวอย่างหนัก หนักและรุนแรงที่สุด พร้อมทั้งกำชับว่าการเป็นลูกตำรวจนั้น ยิ่งต้องประพฤติตัวเป็นแบบอย่างและเป็นคนดีของสังคม ส่วนในความเป็นผู้บังคับบัญชาตำรวจ ซึ่งทุกคนทราบดีว่าผมเป็นคนจริงจังต่อหน้าที่และการทำงาน เมื่อได้รับรายงานชี้แจงเหตุการณ์ ผมได้สั่งการให้ สภ.ท้องที่ดำเนินการปรับลูกสาวผมเพิ่มเติมในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งกำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถือเป็นแนวทางปฏิบัติโดยเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมาย
การจะเป็นลูกเต้าเหล่าใครนั้นไม่สำคัญ เมื่อทำผิดต้องรับโทษ ซึ่งผลกระทบจากการกระทำครั้งนี้ลูกสาวของผมตระหนักดี เพราะนอกจากต้องชำระค่าปรับตามกฎหมายแล้วยังได้รับการลงโทษจากสังคมอย่างหนักหนาสาหัส รวมมาถึงตัวผมและทุกคนในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง
ขอขอบคุณทุกกำลังใจจากคนรอบข้าง และขอน้อมรับคำตักเตือนจากทุกฝ่าย ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของลูกสาวของผม ทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์
ที่มา https://www.facebook.com/supakorn.khamsingnork/posts/1255130567847553







