
มาร์คประกาศจุดยืนชี้ร่างรธน.เสียมากกว่าดี-ค้านคำถามพ่วง
"อภิสิทธิ์"แถลงจุดยืนชี้ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ไม่ควรใช้เป็นกฎหมายสูงสุด พร้อมประกาศไม่รับคำถามพ่วงประชามติให้สว.ร่วมเลือกนายกฯ
"อภิสิทธิ์"แถลงจุดยืนชี้ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ไม่ควรใช้เป็นกฎหมายสูงสุด พร้อมประกาศไม่รับคำถามพ่วงประชามติให้สว.ร่วมเลือกนายกฯ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค แถลงจุดยืนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ระบุให้ สว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การทำประชามติ ว่า พรรคยังไม่สามารถประชุมเป็นทางการได้ แต่นายจุรินทร์ และผู้บริหารพรรคประมวลความเห็นของสมาชิก ซึ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี และไม่เห็นด้วยที่รัฐธรรมนูญนี้จะเป็นกฎหมายสูงสุดในการจัดสรรอำนาจ บทบาทองค์กรของรัฐกับประชาชน ข้อดีที่สนับสนุนคือ มีมาตรการบางเรื่องเข้มข้นมากขึ้นในการปราบปรามการทุจริตในเรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ และการลงโทษคนทุจริตเลือกตั้ง รวมถึงเรื่องที่นักการเมืองแทรกแซงกระบวนการจัดทำงบประมาณใช้เองในขั้นตอนการทำประชามติ แต่ในประเด็นปราบคอร์รัปชั่นก็ไม่ได้ดีขึ้นทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีมีจุดอ่อน ลดอำนาจประชาชนเมื่อเทียบกับอำนาจรัฐ ที่ผ่านมาสิทธิประชาชนมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่รัฐธรรมนูญที่มีการร่างใหม่ถดถอยจากรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งสิ้น หากถดถอยเช่นนี้เชื่อว่าจะมีความขัดแย้งในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่จนเกิดความรุนแรงขึ้น การลดสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยเพิ่มอำนาจราชการมากเกินไปจะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจอ่อนแอลงในแง่การตอบสนองความต้องการของประชาชน และทำให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนมีปัญหามากขึ้น อีกทั้ง ในประเด็นที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งก็เป็นปัญหา โดยประชาชนไม่มีโอกาสเลือกสว. ขณะเดียวกันอำนาจของสว.ซึ่งมีที่มาไม่ยึดโยงกับประชาชนก็ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในเรื่องการเลือกนายกนอกบัญชีได้ตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาล
นอกจากนี้การกำหนดให้ใช้บัตรเดียวในการเลือกตั้งก็เป็นการบังคับทำให้ประชาชนไม่สามารถเลือกตั้งอย่างเสรีได้อีกต่อไป จากประเด็นเหล่านี้ทำให้ประชาชนที่ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศถูกจำกัดสิทธิอย่างมาก นอกจากนี้ยังเห็นว่าปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญอีกประเด็นหนึ่งคือแก้ไขเพิ่มเติมยากมาก โดยเฉพาะประเด็นวุฒิสภาหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและต้องมีวุฒิสภาสนับสนุนถึงหนึ่งในสามในขณะที่ทั้งหมดมีที่มาเดียวกันหมด การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงอยู่ในมือของ สว. และยังมีวาระห้าปีเท่ากับเกี่ยวข้องกับรัฐบาลสองชุด คล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญปี 2521 ซึ่งในขณะนั้นมีความพยายามต่ออายุบทเฉพาะกาล
“ผมใช้คำว่าไม่เห็นด้วยแต่ยังไม่พูดว่ารับหรือไม่รับเพราะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อแรกถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้มีหลักประกันอะไรว่ารัฐธรรมนูญที่จะบังคับใช้ต่อไปจะดีกว่านี้หรือจะไม่เลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ จึงเรียกร้องว่าการใช้สิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศมีสิทธิรู้ว่าถ้าไม่รับแล้วจะมีกระบวนการอย่างไร เราต้องการคำตอบจากคสช.ในเรื่องนี้ และสมาชิกพรรคมีความเป็นห่วงว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเอาประเด็นรับหรือไม่รับการทำประชามติไปเล่นการเมือง เช่น ถ้าไม่รับจะมีการเรียกร้องให้คสช.นายกฯลาออกซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมือง พรรคจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดเอาเรื่องรัฐธรรมนูญมาเล่นการเมือง แต่ให้ประชาชนตัดสินและมีกระบวนการหลังตัดสินที่ชัดว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีได้อย่างไร”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคจึงต้องรอดูว่ากระบวนการตรงนี้จะแก้ไขอย่างไร โดยหวังว่ากกต.จะสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำประชามติที่เสรีและเป็นธรรมเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานซึ่งจะนำไปใช้ในการเลือกตั้งได้ด้วย จากนั้นคำตอบที่จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็จะง่ายขึ้น และพรรคพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนเนื่องจากมีหลายเรื่องที่ประชาชนยังไม่ทราบเนื่องจากมีการชี้นำเกินไป เช่น ขนานนามว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงก็เป็นการชี้นำเหมือนกัน เมื่อเห็นจุดอ่อนก็ไม่แน่ใจว่าจะปราบโกงได้จริงหรือเปล่า
“ไม่ยากที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ หรือร่างเสร็จก็กดปุ่มเลยว่าจะรับหรือไม่รับ บางคนยังไม่อ่านก็บอกแล้วประเทศเดินอย่างนี้ไม่ได้ จึงเรียกร้องให้กำหนดกติกาว่าประเทศจะมีทางเดินที่ไม่วุ่นวายไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ควรให้เกียรติประชาชนแต่ถ้าไม่บอกเมื่อถึงจุดหนึ่งพวกผมก็ต้องตัดสินใจในเวลาที่สมควร ที่นายกพูดทุกวันว่ากลัวเหมือนในอดีตต้องดูว่าอดีตเกิดเพราะไม่ยอมรับกติกา ไม่ใช่เกิดจากการเลือกตั้งหรือผลเลือกตั้ง มามีปัญหาจากความไม่ชอบธรรมในการใช้อำนาจ”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นอกจากนี้ พรรคมีจุดยืน ไม่เห็นด้วยและไม่รับคำถามพ่วงประชามติ เพราะวุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาดังกล่าวเป็นวุฒิสภาที่มาจากกระบวนการสรรหาและคสช.เป็นผู้แต่งตั้งในขั้นตอนสุดท้าย การให้วุฒิสภาลงคะแนนเสียงร่วมกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่ากับสามารถลบล้างเจตจำนงประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งได้ ผิดจากหลักการของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. และคณะ การทำเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งหรือปัญหาทางการเมืองรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ สมมติว่าวุฒิสภาใช้สิทธิตรงนี้จับมือกับพรรคหรือสส.ที่เป็นเสียงข้างน้อยตั้งนายกฯเพื่อให้เกิดรัฐบาลก็จะทำงานยากเพราะเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าวุฒิสภาไปจับมือกับพรรคอันดับหนึ่งก็ไม่ช่วยเรื่องเสถียรภาพก็จะเป็นการลดอำนาจเสียงข้างน้อยในการคานอำนาจเสียงข้างมาก ดังนั้นจึงมีแต่ผลเสีย ถ้าสภาไม่ยอมให้สว.ชี้ขาดในการเลือกนายกมีวิธีเดียวคือพรรคใหญ่ต้องจับมือกันก็จะเกิดเผด็จการในสภา พรรคจึงยืนยันว่าเป็นคำถามที่ประชาชนไม่สมควรรับในการลงประชามติเพราะสร้างความขัดแย้งผิดหลักการ ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรี เคยระบุว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้วุฒิสภาเลือกนายกหวังว่าจะยืนยันความเห็นนี้ ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่า สนช.ทำทั้งที่หัวหน้าคสช.ประกาศแล้วว่าไม่เห็นด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การทำประชามติต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการที่เสรีและเป็นธรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำประชามติ แต่การทำกฎหมายประชามติมีความสับสนในการกำหนดบทบาทของฝ่ายต่าง ๆ จากการห้ามไม่ให้ประชาชนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ข้อห้ามในกระบวนการประชามติต้องเขียนอย่างชัดแจ้งซึ่งมีเพียงมาตราเดียวคือมาตรา 62 ที่ห้ามไม่ให้มีการสื่อสารผิดข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะก้าวร้าว ข่มขู่ ดังนั้นการเผยแพร่ความเห็นอย่างสุจริตต้องทำได้ กกต.ในฐานะผู้กษากฎหมายต้องออกมายืนยันว่าประชาชนมีสิทธิดำเนินการได้ มิเช่นนั้นกระบวนการนี้จะทำให้งบประมาณสูญเปล่า นอกจากนี้ยังมีการเขียนคุ้มครอง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีเฉพาะกรธ.และเจ้าหน้าที่รัฐที่จะชี้นำได้จึงอยากให้ กกต.แสดงความชัดเจนและให้กระบวนการเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับนำไปสู่การเดินหน้าประเทศ
“กกต.ต้องแสดงความกล้าหาญที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นด้วยว่ากลไกขององค์กรอิสระที่กำหนดในรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ได้จริง ถ้ากกต.ไม่แสดงความกล้าหาญก็จะยิ่งทำให้คนไม่มั่นใจโครงสร้างการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง มากกว่าคำนึงถึงความต้องการของผู้มีอำนาจ ถ้าทำไม่ได้ระบบที่ออกแบบมาทั้งหมดก็ทำไม่ได้ ซึ่งผู้มีอำนาจก็ต้องปล่อยให้กกต.ทำงานอย่างอิสระ ไม่แทรกแซงหรือกดดัน และไม่ควรใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดบุคลากรในองค์กรอิสระเว้นแต่มีการทุจริตและไม่สามารถใช้กระบวนการปกติได้ ผมคิดว่าถ้ากระบวนการทำประชามติไม่เสรีและเป็นธรรมจนทำให้เกิดความไม่ยอมรับต่อกระบวนการนี้จะทำให้เกิดความรุนแรงตามมา ซึ่งพรรคจะติดตามการทำหน้าที่ของกกต.ต่อไป”นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามการให้สว.มาร่วมเลือกนายกฯจะเกี่ยวกับการให้ผู้มีอำนาจกลับมามีอำนาจอีกครั้งหรือไม่นั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่างก็ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วก็ต้องเชื่อว่าจะรักษาคำพูด แต่ถ้าไม่รักษาคำพูดก็เห็นจากประวัติศาสตร์อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นก็อีกเรื่องหนึ่งเพราะขณะนี้พอเห็นหน้าตาของสว.250 คนแล้ว







