posttoday
ฤๅแม่น้ำ 5 สายจะกลายเป็นมหาสมุทร

ฤๅแม่น้ำ 5 สายจะกลายเป็นมหาสมุทร

10 เมษายน 2559

“ทหารยังจะอยู่ค้ำฟ้าไทยไปอีกนาน” ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวคำนี้หลังเหตุการณ์ที่ทหารพรานกว่า 500 นาย

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“ทหารยังจะอยู่ค้ำฟ้าไทยไปอีกนาน”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวคำนี้หลังเหตุการณ์ที่ทหารพรานกว่า 500 นาย บุกมากระทืบประตูบ้านในต้นเดือน พ.ค. 2530 ด้วยเหตุที่ว่าท่านไปพูดกระทบนายทหารคนหนึ่งว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วตอนสายๆ วันนั้นก็มีนายทหารระดับ เสธ. “บี้บอดใบ้” 4-5 นาย เข้าไปในบ้านสวนพลูขอให้ท่านขอโทษ “เจ้านาย” ของตน ซึ่งท่านก็ยอมตาม รุ่งเช้าหนังสือพิมพ์ภาษาไทยส่วนใหญ่พาดหัวและเขียนข่าว สรุปความคล้ายกันว่า “สมควรแล้ว” จะมีก็แต่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ลงรูปและข้อความได้อย่าง “กินใจ” โดยรูปเงาดำ (เพราะถ่ายย้อนแสง) ที่นำมาลงนั้นจะเห็นทหารจำนวนดังกล่าวกำลังคุยกับเจ้าของบ้านสวนพลูอยู่ที่โต๊ะริมบ่อน้ำใต้ถุนบ้าน โดยมีเจ้าเสือใบ สุนัขพันธุ์ไทยที่ซื่อสัตย์หมอบเป็นเพื่อนอยู่แทบเท้า

มีคำบรรยายใต้ภาพแปลเป็นไทยว่า “กองทัพกับคนแก่และสุนัข 1 ตัว”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์หัวเราะขึ้นระหว่างมื้ออาหารหลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านมาได้ระยะหนึ่ง แล้วพูดว่า “คนไทยยังกลัวทหารมาก ฐานันดรที่ 4 อย่างสื่อมวลชนยังไม่กล้าตำหนิอะไรเลย”

คำพูดนี้ยังก้องกังวานอยู่ในหูของผู้เขียนมาเป็นปีที่ 29 จึงต้องนำมาเขียนเป็นบทความชุดนี้ที่ดำเนินมาถึง 3 ตอน เพื่อจะอธิบายให้เห็นว่า “ทำไมทหารจึงยังคงมีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในการเมืองไทย?”

หลายคนคงคิดว่าในการรัฐประหาร 2 ครั้งหลัง คือ วันที่ 19 ก.ย. 2549 กับวันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็น “อุบัติเหตุ” ที่ทหารไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามายึดอำนาจจากนักการเมืองชั่วๆ แต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ทหาร “จำเป็น” ต้องทำ แต่ถ้ามองด้วยเหตุผลทางวิชาการ สมมติว่าเป็นวิชาบริหารความเสี่ยง ประเทศไทยเรามีปัจจัย หรือ “จุดเสี่ยง” ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองนี้อยู่อย่าง 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ

ประการแรก ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของทหารในการเมืองไทย (อย่างที่ได้เขียนไว้ในบทความนี้มา 2 ตอนนั้น) ที่ทำให้ทหาร “เสพติดอำนาจ” จนเกิดภาพมายาว่า “ประเทศไทยขาดทหารไม่ได้-คนไทยต้อนรับทหารเสมอ” จนมาถึงทุกวันนี้ทหารยิ่งเพิ่มศักยภาพในทุกระบบของประเทศไทย ตั้งแต่ระบบราชการที่ทหารพยายามกำกับควบคุมให้อยู่มือ ระบบเศรษฐกิจที่ทหารพยายามแสดงฝีมือ ระบบสังคมที่ทหารพยายามเกาะกุมหัวใจคนรากหญ้า และระบบการเมืองที่ทหารเชื่อว่าจะเข้าไปมีอำนาจเมื่อใดก็ได้

ประการต่อมา โครงสร้างทางการเมืองและสังคมที่เอื้อต่อการเข้ามามีอำนาจของทหาร นั่นก็คือ “ความเปราะบาง” ของโครงสร้างทั้งสองส่วนนั้น เหมือนแก้วที่พร้อมจะแตกร้าวได้ทุกเมื่อ ซึ่งก็เกิดจากความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นปกครองที่หลอกใช้ประชาชนให้มารองรับอำนาจและความชอบธรรม โดยในเวลาที่มีเลือกตั้งก็อ้างเรื่องเสียงข้างมาก และในเวลารัฐประหารก็อ้างถึงประชาชนเรียกร้อง คนไทยถูกแบ่งแยกโดยผู้มีอำนาจเหล่านี้ แต่ที่โหดร้ายที่สุดก็คือผู้นำเหล่านี้ได้ประโยชน์มหาศาล แต่ประชาชนกลับร้าวรานแตกแยก

และในประการสุดท้าย ชะตากรรมของคนไทยเอง นั่นก็คือคนไทยจำนวนมากเหมือนจะยอมรับว่า “ประเทศไทยก็ต้องเป็นไปอย่างนี้” จากในอดีตที่คนไทยยังด้อยการศึกษา หรือไม่ค่อยจะสนใจการเมือง ก็จะพูดว่า “การเมืองเป็นเรื่องของผู้ปกครอง” แต่พอได้ผ่านประสบการณ์ในระบอบประชาธิปไตยมาบ้าง เกิดการเรียนรู้ทางการเมืองพอสมควร และได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ล้มเหลว ไม่ว่าด้วยนักเลือกตั้งหรือทหาร ก็จะพากันท้อถอยว่า “พวกเราคงทำอะไรได้ไม่มากกว่านี้ ขนาดท่านมีอำนาจมหาศาลก็ยังทำอะไรไม่ได้” เกิดสภาพที่เรียกว่า “สังคมจำยอม”

ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านผู้มีอำนาจกลุ่มใดๆ หรือตำหนิคนไทยเหล่านั้น เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็น “แนวโน้ม” ของสังคมไทย (จะเป็นจริงหรือไม่ก็เป็นความเชื่อทางวิชาการและประสบการณ์ของผู้เขียนเอง) ที่กำลังพากันไหลลงไปสู่ “มหาสมุทรแห่งความไม่รู้อนาคต” โดยมีชนชั้นปกครองพาพวกเรามุ่งไปในทิศทางนั้น ซึ่งในขณะนี้ชนชั้นเหล่านี้ก็คือ “แม่น้ำ 5 สาย” ที่ประกอบไปด้วย คสช. รัฐบาล สนช. สปท. และ กรธ. (ขออภัยที่ใช้คำย่อเพื่อประหยัดเนื้อที่และละไว้ว่าท่านคงจะพอรู้จัก) จะรู้ตัวบ้างไหมว่า คนไทยจำนวนหนึ่ง (โดยเฉพาะพวกคอการเมืองที่ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ) กำลังสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ประเทศไทยจะไปทางไหน”

ตอนตั้ง สปช.ก็ว่านี่แหละจะเป็นความหวังในการปฏิรูปประเทศ ตอนให้คณะอาจารย์บวรศักดิ์ เขียนรัฐธรรมนูญก็บอกว่า คสช.ไม่เกี่ยว แต่พอเสร็จแล้วก็เหมือนจะไม่ถูกใจ ร่างฉบับนั้นจึงถูกคว่ำพร้อมกับการจากไปของ สปช. แล้วก็มี สปท.มาแทน จากนั้นก็ให้อาจารย์มีชัยและคณะมาร่างใหม่ พอใกล้จะเสร็จก็ยื่นข้อเสนอให้ กรธ.ต้องยอมปรับแก้ แต่นี่ก็ดูเหมือนว่าประชามติอาจจะมีปัญหา ในขณะที่รัฐบาลก็ทำงานไปอย่างตะกุกตะกัก พอนึกอะไรไม่ออกก็ไปบอก คสช.ให้ใช้ ม.44 ช่วยสักที สรุปว่าแม่น้ำทั้ง 5 สายนี้ “ล้วนมีปัญหา”

ถ้าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านอาจจะหัวเราะอยู่เงียบๆ ในสภาพบ้านเมืองแบบนี้ แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนรักธรรมชาติ อาจจะแนะตามพุทธปรัชญาได้เพียงว่า “มันก็เป็นเช่นนี้แหละโยม”

แม่น้ำเกิดจากป่าสีเขียวฉันใด มหาสมุทรก็ย่อมมีสีเขียวฉันนั้น!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท