
คำถามพ่วงประชามติต้องแฟร์
ปริญญาชี้ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดให้ประชาชนตัดสินใจ
ปริญญาชี้ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดให้ประชาชนตัดสินใจ “ประชาชนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พิจารณาแต่เนื้อหาอย่างเดียว ประชาชนอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง คือ กลุ่มที่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มนี้ยังไงก็รับ กลุ่มที่สอง คือ ฝ่ายตรงข้ามกลุ่มนี้ยังไงก็ไม่รับ และกลุ่มที่สาม คือ คนกลางๆ ที่มีส่วนหนึ่งชุมนุมกับข้างหนึ่งข้างใดทั้งสองข้างมาแล้วแต่ไม่สุดโต่ง กลุ่มนี้ผมเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เขารอฟังว่าเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไร มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไรบ้าง มีข้อดีบ้างไหม และก็จะรอฟังว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วมันแย่กว่าก็อาจจะรับก็ได้ คนกลุ่มนี้ก็จะรอฟัง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ทราบว่า คสช.จะเอาอย่างไร เพราะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร คำถามพ่วงที่ให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ก็จะมีผลมากต่อการตัดสินใจ คือคนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะรับดีไหม อาจจะไม่ชอบนักที่ร่างรัฐธรรมนูญให้มี สว.ที่ คสช. ตั้งที่จะอยู่ไป 5 ปี แต่ก็ลังเลใจว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ไม่รู้จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ พอเจอคำถามพ่วงนี้ก็อาจจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไปเลย”
ปริญญามีความเห็นว่า “คำถามพ่วงที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับประชาชน คือ คำถามพ่วงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประชาชนต้องการแบบไหน ระหว่างร่างใหม่อีกครั้ง หรือหยิบเอาฉบับเก่าที่ยกเลิกไปคือฉบับ 2550 มาปรับปรุงแก้ไข คือที่ให้เอาฉบับ 2550 เพราะว่าหลักการสากลของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั่วโลกคือ ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าให้ใช้ฉบับเดิม ดังนั้นนี่คือคำถามพ่วงที่น่าถามมากกว่า และจะทำให้ คสช.ไม่ต้องเผชิญวิกฤตถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา คสช. ก็แค่ทำไปตามที่ประชาชนลงมติ แรงกดดันทางการเมืองก็จะไม่มี คสช. ก็จะมีทางไปต่อแบบไม่เกิดวิกฤตเลย แต่อันนี้ คสช.ก็ไม่เอาหรอกครับ เพราะเขาเห็นว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เอาละถ้าอย่างนั้นอย่างน้อย คสช.ก็ต้องให้ประชาชนรู้ก่อนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้า คสช.ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเรื่องนี้ โดยคิดว่าปล่อยให้ดำมืดไปแบบนี้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสผ่านมากกว่า แล้วถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาค่อยมาแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเอายังไงต่อ อันนี้อันตรายมากครับ เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ในทางการเมืองไม่ใช่แค่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่จะหมายความว่า คสช.ไม่ผ่านด้วยครับ แรงกดดันทุกอย่างจะพุ่งไปที่ คสช. จะเกิดเสียงเรียกร้องทันทีว่าให้คืนอำนาจเลย หรือ คสช.ต้องลาออกอะไรแบบนี้”
นอกจากนี้ ปริญญายังเห็นว่าบทเฉพาะกาลพร้อมด้วยคำถามพ่วงแบบนี้ จะทำให้ คสช.กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับคนที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ “เพราะ คสช.ได้กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียไปแล้ว เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจด้วยว่าความชอบธรรมของ คสช. ที่จะตั้ง สว.ที่เลือกนายกฯ ได้ และมีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแบบนี้ มาจากการที่ฝ่ายนักการเมืองไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเลือกตั้งแล้วปัญหาอย่างที่เคยเกิดจะไม่กลับมาอีก คือถ้านักการเมืองของเราสามารถใช้สภาแก้ปัญหากันได้ เราคงไม่มาถึงจุดนี้ รัฐธรรมนูญดีไม่ดีนี่มันก็เรื่องหนึ่ง ส่วนคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำไปควบคู่กันนะครับ ถ้าทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่าจะไม่ทำกันอย่างที่ผ่านๆ มาอีก ความชอบธรรมของ คสช.ที่ต้องมี สว.มาคุมในระยะเปลี่ยนผ่านมันก็ย่อมน้อยลงไป ความจริงคำถามพ่วงที่น่าถามคือ จะตัดบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.เลือก สว.หรือไม่ ถ้าก่อนถึงวันลงประชามติ ฝ่ายการเมืองทำให้คนมั่นใจได้มากขึ้น ก็ตัดอำนาจ คสช.ไป แต่คำถามที่จะทำให้อำนาจน้อยลงเขาไม่ถามหรอกครับ เขาจะถามแต่ที่จะทำให้อำนาจเขามากขึ้น”
คำถามพ่วงนี้ ทำให้ความร้อนแรงของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะมีมากขึ้น “แต่อย่างน้อยก็มีการลงประชามติ ก็ให้จบที่หีบบัตรประชามติครับ ประเด็นสำคัญคือ กรธ.มีโอกาสได้ชี้แจง ก็ต้องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นตามสมควรด้วย” ปริญญา กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เราต้องช่วยกันคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2535 คือกลับสู่ประชาธิปไตยโดยไม่เกิดเหตุรุนแรงนองเลือดอีก และเมื่อกลับสู่ประชาธิปไตย ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ล้มเหลวอีก เป็นไปได้หรือไม่ที่นักการเมืองหากไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ก็ไม่ควรจะพูดแค่ว่าไม่เห็นด้วย พรรคใหญ่ที่ทะเลาะกันไม่จำเป็นต้องมาเห็นด้วยกัน แต่ให้บอกประชาชนว่านับจากนี้ไปพวกเราจะไม่ทำแบบเดิม เกิดปัญหาอะไรต้องจบในสภา พรรคเพื่อไทยต้องไม่พวกมากลากไป ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องเข้าใจหากพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอีก เสียงข้างน้อยไม่ได้มีเอาไว้ยกมือแพ้ แต่มีไว้เจรจาต่อรอง พรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมกับประชาชนได้หรือไม่ ที่จะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก ส่วนการชุมนุมทั้งสองข้างไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หากจะชุมนุมก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่เลยเถิดเหมือนที่ผ่านมา”







