
ให้ตรวจสอบย้อนหลัง
ปรากฏการณ์ปานามา เปเปอร์ส เอฟเฟกต์ กำลังกระจายไปทั่วโลก ประเทศเล็กประเทศใหญ่ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า
ปรากฏการณ์ปานามา เปเปอร์ส เอฟเฟกต์ กำลังกระจายไปทั่วโลก ประเทศเล็กประเทศใหญ่ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ดีกรีความรุนแรงแตกต่างกันไปตามความสำคัญของตัวบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หากเป็นระดับผู้นำประเทศก็เจอหนักหน่อย ถ้าเป็นระดับเศรษฐี นักธุรกิจ ก็พยายามอธิบายว่าการไปเปิดบริษัทในต่างประเทศ เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินและทำธุรกิจเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ผิดกฎหมาย ใครๆ ก็ทำกัน
ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เอง ก็ยังไม่สามารถที่จะยืนยันรายชื่อคนไทยที่ถูกระบุว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินข้ามชาติได้ โดยจะต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ปปง.ของประเทศปานามาก่อน ว่าที่มาที่ไปและรายละเอียดของรายชื่อคนไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไรแน่ จึงจะเริ่มกระบวนการสอบสวน
อย่างไรก็ดี กรณีที่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) เปิดเผยรายงานแสดงให้เห็นว่า นักธุรกิจ นักการเมือง และคนดังจากทั่วโลกตั้งบริษัทในต่างประเทศ ผ่านสำนักงานกฎหมายมอสแซ็ค ฟอนเซกา นั้น ทาง ปปง.แถลงว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องเพียง 16 คน ไม่ได้มีเยอะถึง 21 คน ตามที่มีการเปิดเผยข้อมูลในช่วงแรก
ส่วนบุคคลที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลเว็บไซต์ของเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ มีทั้งสิ้น 719 รายชื่อ หักชื่อซ้ำออกแล้ว จะเหลือ 634 รายชื่อ แบ่งเป็นคนไทย 411 รายชื่อ คนต่างชาติ 262 รายชื่อ และนิติบุคคล 46 รายชื่อ ในจำนวนดังกล่าวพบคนไทยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ 48 บริษัท มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการและผู้รับผลประโยชน์คนสุดท้าย
จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจะเห็นว่าข้อมูลมี 2 ชุด คือ ข้อมูลชุดแรกที่เปิดเผยออกมาว่ามีคนไทยเกี่ยวข้อง 411 รายชื่อ เป็นข้อมูลของปี 2013 หรือ พ.ศ. 2556 เป็นข้อมูลที่เปิดเผยออกมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ไม่มีใครให้ความสนใจที่จะตรวจสอบ ทั้งที่การเปิดเผยก็เป็นที่เอิกเกริกพอสมควร แต่ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยยังมีปัญหาชุมนุมทางการเมือง เรื่องนี้จึงอาจถูกกระแสการเมืองกลบไป
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตรวจสอบกันใหม่ ก็ควรจะมีการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องใน 2 โผ เพื่อความโปร่งใสและควรจะอธิบายต่อสาธารณชนได้ ว่าการไปเปิดบัญชีหรือตั้งบริษัทในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของการเลี่ยงภาษี เพราะประเด็นนี้มีการค้างคาใจคนไทยมานาน ตั้งแต่มีอดีตผู้นำไปซุกหุ้นในต่างประเทศจนเป็นเรื่องราวการกล่าวหาในเรื่องจริยธรรมและธรรมาภิบาล ส่วนในกรณีนี้มีอดีตนักการเมืองรายใดไปทำและได้มีการแจ้งรายการทรัพย์สินหรือไม่ เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำให้กระจ่าง
วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของผู้นำและนักการเมืองหลายประเทศ จนถึงขั้นมีการลาออก แสดงให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวหากไม่โปร่งใสและมีการปกปิด กลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี และประชาชนคาดหวังว่า นักการเมืองจะต้องมีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป หากก่อนจะเข้ามาเป็นผู้นำประเทศจะใช้บริการตั้งบริษัทในต่างประเทศเพื่อหาทางเสียภาษีให้น้อยที่สุด เป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงเท่าเมื่อเข้ามาเป็นผู้นำประเทศแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลต่างๆ มาแล้ว ปปง.จะต้องมีการชี้แจงข้อมูลต่อประชาชนอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ หากมีการทำผิดจริงก็ต้องสอบสวนไปตามกฎหมาย อย่าให้ประชาชนมองว่า ปปง.เป็นเพียงหน่วยงานเสือกระดาษและเป็นเครื่องมือไว้ล้างแค้นทางการเมือง มากกว่าจะเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือเป็นหลักให้กับประเทศชาติได้







