
วิปสนช.โต้กกต.ไม่ได้ตั้งคำถามพ่วงชี้นำประชาชน
"วิปสนช." โต้กกต.ยืนยัน ไม่ได้ตั้งคำถามพ่วงประชามติชี้นำประชาชน ชี้มติสนช.ถือเป็นข้อชี้ขาด "วัลลภ" เผย เล็งใช้คำถามสั้นกระชับเข้าใจง่าย
"วิปสนช." โต้กกต.ยืนยัน ไม่ได้ตั้งคำถามพ่วงประชามติชี้นำประชาชน ชี้มติสนช.ถือเป็นข้อชี้ขาด "วัลลภ" เผย เล็งใช้คำถามสั้นกระชับเข้าใจง่าย
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช. กล่าวถึงกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ระบุมติของสนช.ที่ให้เสนอคำถามพ่วงประกอบการทำประชามติเป็นคำถามชี้นำ และยืดยาวเกินไปว่า ยืนยันว่า สนช.พิจารณาประเด็นคำถามพ่วงประชามติอย่างรอบคอบแล้ว คิดว่าประชาชนเข้าใจคำถามได้ หลังจากนี้สนช.จะมีส่วนร่วมไปทำความเข้าใจ อธิบายต่อประชาชนถึงเหตุผลการตั้งประเด็นคำถามพ่วงดังกล่าวให้ประชาชนเข้าใจต่อไป ขณะนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้แล้ว เพราะหมดเวลาตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่ให้สนช.ส่งคำถามพ่วงประชามติต่อกกต.ภายใน 10 วันแล้ว ดังนั้นจะไปแก้ไขเรียบเรียงรูปประโยคเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น จึงทำไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่สนช.เสนอไปทุกตัวอักษร สนช.คงไม่ต้องประชุมทบทวนอะไรอีกแล้ว
เหตุผลที่ต้องเขียนคำถามพ่วงยืดยาว เพราะต้องการความสมบูรณ์ ให้คำถามมีความเนื้อหาครอบคลุมมากที่สุด จึงใช้ทั้งภาษากฎหมาย และภาษาชาวบ้านมารวมอยู่ในคำถาม ถ้าไปเขียนแบบภาษาชาวบ้าน สั้นๆเข้าใจง่าย เนื้อหาอาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด ทำให้บทสรุปคำถามที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็นกัน
นพ.เจตน์กล่าวว่า การที่กกต.ระบุว่า คำถามพ่วงดังกล่าวมีลักษณะชี้นำ ถือเป็นมุมองของกกต. แต่สนช.ยืนยันไม่ได้ชี้นำ เพราะผ่านการกลั่นกรองจากนักกฎหมาย และคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ในสนช.มาเป็นอย่างรอบคอบแล้ว โดยยึดคำถามจากที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)เสนอมาเป็นหลักพิจารณา และระดมความเห็นจากคณะกรรมาธิการชุดต่างๆของสนช.เพิ่มเติม ส่วนใหญ่เห็นตรงกันให้ตั้งคำถามพ่วงประชามติ ควรให้ที่ประชุมรัฐสภามีส่วนร่วมพิจารณาบุคคลจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก เชื่อว่า คำถามพ่วงดังกล่าวคงไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ไม่ผ่านการทำประชามติ เพราะเป็นเนื้อหาคนละส่วนกัน
นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพิ่มเติมเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวว่า เมื่อสนช.มีมติอย่างไร ก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะถือเป็นมติของสนช.ไปแล้ว และสนช.ได้ไตร่ตรองพิจารณาคำถามพ่วงประชามติอย่างรอบคอบแล้ว คำถามพ่วงของสนช.ที่ให้ส.ส. และส.ว.มีส่วนร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นกลไกพิเศษมาช่วยบริหารการเปลี่ยนแปลงช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้เกิดการถ่วงดุลในการบริหารอำนาจ ถือเป็นของใหม่ ย่อมถูกต่อต้านเป็นธรรมดา ไม่ได้มีเจตนาสืบทอดอำนาจ และบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อ 3 คน ตามที่พรรคการเมืองเสนอมาอยู่เช่นเดิม
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสนช.กล่าวถึงกรณี การรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจคำถามพ่วงประชามติว่า เป็นหน้าที่สนช.รับผิดชอบเผยแพร่ทำความเข้าใจกับประชาชน ขณะนี้เป็นช่วงหยุดยาว จึงยังไม่กำหนดวันหารืออย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดวิธีการทำสื่อ ตนได้เสนอว่า เนื้อคำถามด้านในของ สื่อประชาสัมพันธ์นั้นๆ อาทิ แผ่นพับ ใบปลิว หรือสื่อออนไลน์ จะเป็นคำถามฉบับเต็มของ สนช.แต่ควรต้องมีคำโปรยปะหน้าภาษาชาวบ้านที่ สั้น กระชับ เพื่อความเข้าใจง่ายเอาไว้ประชาสัมพันธ์
เบื้องต้นตนเสนอให้ใช้คำว่า “เห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ส.ส.และส.ว.ร่วมกันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี”
ส่วนกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ออกมาติงว่าคำถามพ่วง ยาว ยากนั้นท่านคงมองในมุมนักวิชาการ ตนก็ยอมรับว่าอ่านเข้าใจยาก ยาว อย่าว่าแต่ชาวบ้านที่มีหลายระดับเลย นักกฎหมายแต่ละคนยังตีความต่างกัน แต่เชื่อว่านักประชาสัมพันธ์ นักโฆษณาเดี๋ยวนี้เก่ง สนช.จะเชิญเข้ามาช่วยแนะนำ การหาถ้อยคำไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องใหญ่คือจะสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจกว้างขวางได้อย่างไร ตอนนี้เล็งไว้ อาจใช้สื่อ ทีวี วิทยุท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน มาช่วย แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นข้อยุตติ ต้องรอสนช.หารือกันก่อน







