posttoday
สว.ทำอะไร ในบทเฉพาะกาล

สว.ทำอะไร ในบทเฉพาะกาล

09 เมษายน 2559

เมื่อคราวที่แล้วได้คุยกันถึงการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก (สว.) ภายใต้บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...เจษฎ์ โทณะวณิก

เมื่อคราวที่แล้วได้คุยกันถึงการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก (สว.) ภายใต้บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กันไป และได้ติดค้างถึงหน้าที่และอำนาจของ สว.ทั้งหลายภายใต้บทเฉพาะกาลดังกล่าว ซึ่งมาตรา 270 กำหนดว่า นอกเหนือจากอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (ซึ่งหมายถึงส่วนหลักที่อาจจะไม่ได้พูดถึงในบทความนี้) สว.ยังมีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ (อันมีการปฏิรูปด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ) การจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศให้เสนอ และพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา (ซึ่งรวมไว้ทั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.))

เมื่อผนวกกับคำถามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ชงให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเพิ่งผ่านการพิจารณาของ สนช. ที่จะให้รัฐสภามีส่วนในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี หรือว่ากันง่ายๆ คือ คำถามนี้ถามผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติว่า จะให้ สว.มาร่วมกับ สส.ในการลงมติเพื่อให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อ (ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นการเสนอในรัฐสภาหรืออย่างไร) ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ปกติแล้วการพิจารณาผู้ที่เหมาะสมที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะกระทำกันในบรรดา สส.เท่านั้น

เหตุที่ตั้งคำถามเช่นว่าไปนั้น เมื่อผนวกกับคราวที่แล้วที่ได้คุยกันไปถึงที่มาของ สว.ภายใต้บทเฉพาะกาล ก็คงจะเห็นได้ว่าประสงค์ที่จะให้ สว.มาช่วยกลั่นกรองผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งถ้าหากไปรวมกับกรณีที่ สว. สามารถมาร่วมกับ สส. เป็นรัฐสภาในการยกเว้นการนำเอารายชื่อทั้ง 3 รายชื่อ ที่ได้มีกำหนดไว้ในบทหลักของร่างรัฐธรรมนูญ หากว่า สส.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งลงมติให้เสนอเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ ก็จะส่งผลให้สามารถที่จะนำชื่อบุคคลใดก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น สส.และไม่ต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบรรดารายชื่อ 3 รายชื่อที่แต่ละพรรคได้เสนอภายใต้บทหลักของร่างรัฐธรรมนูญมาเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งหากเรียกกันแบบภาษาหวือหวาหน่อยก็คือ รัฐสภาพาคนเหาะมาลงเป็นนายกรัฐมนตรี หากเดินตามแนวนี้ โดยอาศัย สว.ที่มาจากการสรรหา ซึ่งก็คงจะมีการกำหนดตัวบุคคลพอสมควร ก็อาจจะเป็นที่มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะได้มาซึ่งบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นที่พอใจได้ (ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นได้)

หากพิจารณาหน้าที่และอำนาจของ สว.ภายใต้บทเฉพาะกาลเป็นหลัก จะพบว่าในช่วง 5 ปีแรก การทำหน้าที่ของ สว.คงจะเน้นหนักไปที่การเป็นกึ่ง สส. นั่นคือตรวจสอบ ถ่วงดุล และคานกับฝ่ายบริหารค่อนข้างจะตรง และยังทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันนี้ต่อ สส.โดยตรงอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังจะต้องคุมในเรื่องของการปฏิรูปอย่างใกล้ชิด จนอาจจะถือได้ว่าเป็นงานหลักของ สว. ซึ่งผู้ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็คงจะประสงค์ที่จะให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ดังนั้นในช่วง 5 ปีแรกของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะดูเหมือนประเทศไทยเรามีสภาเดียว (Unicameral) แบบกลายๆ แต่สภาเดียวนั้นมีสมาชิกสองประเภทอะไรประมาณนั้น

แนวทางเช่นว่านี้ จะสำเร็จหรือล้มเหลวมิอาจทราบได้ ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นคงมีอะไรให้ติดตามอีกเยอะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท