posttoday
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย โอกาสและความท้าทาย

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย โอกาสและความท้าทาย

08 เมษายน 2559

โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ขอยกตัวอย่างที่สำคัญในสามมิติ ในมิติแรก เป็นที่น่ายินดีที่การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ หลายเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการขออนุญาตจากหน่วยงานราชการให้มีกรอบเวลา การพิจารณาที่ชัดเจน และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดโอกาสของการเรียกร้องผลตอบแทนที่ไม่ควร

พระราชกฤษฎีกาทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานราชการต้องทบทวนกฎหมายและกฎเกณฑ์ทุก 5 ปี รวมทั้งมีกลไกที่หน่วยงานราชการจะต้องทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ถูกร้องเรียนจากประชาชนบ่อยครั้งด้วย

พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่ขยายประเภทของหลักประกันที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถใช้เป็นหลักประกัน เพื่อเพิ่มโอกาสที่ SMEs จะเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้สะดวกขึ้น พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ในส่วนของ SMEs ยังมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งทำให้ บสย.สามารถช่วยเหลือ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบการเงินได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับ ธปท. ได้ผลักดันการออก พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน เพื่อให้การกำกับดูแลระบบการชำระเงิน ดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพ รวมทั้งยกระดับการกำกับดูแลมาตรฐานของระบบการชำระเงินไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะรวมถึงระบบการชำระเงินของทั้งสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน รวมทั้งผู้ให้บริการใหม่ๆ เช่น บริษัท FinTech เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ธุรกิจไทยอีกหนึ่งความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างและระบบธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

การปฏิรูปดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและผลการดำเนินงานของตัวรัฐวิสาหกิจเอง แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ ช่วยให้การแข่งขันระหว่างรัฐวิสาหกิจและธุรกิจเอกชนเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งในที่สุดจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

มิติที่สอง ภาครัฐได้สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในอนาคต คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงออกเป็น 12 กลุ่ม หรือ Cluster รวมทั้งให้แรงจูงใจส่งเสริมการลงทุนตามประเภทของกิจกรรมทางธุรกิจจากเดิมที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนตามโซนพื้นที่ นอกจากนี้รัฐบาลได้สนับสนุนให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลงทุนโดยได้เพิ่มแรงจูงใจด้านภาษีเป็นการทั่วไปด้วย โดยให้ผู้ประกอบการหักรายจ่าย เพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

มิติที่สาม คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยยกระดับ หรือ “Modernize” เศรษฐกิจไทย ปัจจุบันกระทรวงการคลังร่วมกับ ธปท. และระบบสถาบันการเงินกำลังดำเนินโครงการ National E-payment เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานของระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โครงการ National E-payment จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินและลดต้นทุนของการดำเนินธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย ในการบริหารเงินสด ตลอดจนเป็นกลไกการจ่ายเงินสวัสดิการของภาครัฐให้ตรงกลุ่มประชาชนเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากการยกระดับกรอบกฎเกณฑ์กติกาและโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศแล้ว ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภูมิภาคเป็นอีกมิติหนึ่งที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เราส่งออกสินค้าไปยังเศรษฐกิจหลักๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีน ได้น้อยลง แต่การส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศในภูมิภาค (CLMV) เติบโตได้ดีต่อเนื่อง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาขยายตัวได้เฉลี่ยประมาณร้อยละ 13 และมีสัดส่วนต่อการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6 เมื่อ 5 ปีที่แล้วมาอยู่ที่ร้อยละ 10 ในปี 2558

โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion) หรือ GMS ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.4 ล้านตารางกิโลเมตร GMS เป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึงร้อยละ 7 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจโลกเติบโตได้เพียงร้อยละ 3.5

กลุ่มประเทศ GMS อาจจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย มากกว่าที่ไทยสำคัญต่อกลุ่ม GMS ด้วยซ้ำไป ธปท. จึงมีนโยบายสนับสนุนความเชื่อมโยงด้านการเงินทั้งในภาคธนาคารพาณิชย์ ตลาดการเงินและระบบการชำระเงินในช่วงที่ผ่านมา เงินสกุลท้องถิ่นได้รับความนิยมสูงขึ้นในการชำระค่าสินค้าและบริการโดยเฉพาะตามแนวชายแดน ช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะในภาวะที่อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลหลักๆ ผันผวนสูง ซึ่ง ธปท. มีแผนที่จะขยายกลไกการชำระเงินสกุลท้องถิ่นเพิ่มเติมกับประเทศในอนุภูมิภาคคล้ายกับกลไกที่ ธปท. และธนาคารกลางมาเลเซียจัดตั้งขึ้นเมื่อต้นเดือนนี้

นอกจากนี้ ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลังยังได้ส่งเสริมให้ธุรกิจตั้งศูนย์บริหารเงิน (Treasury Centers) และ International Headquarters เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนในกลุ่ม GMS สามารถบริหารเงินจากการประกอบธุรกิจในหลายประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันได้ให้ใบอนุญาตไปแล้วจำนวนหนึ่งกับบริษัทจากหลากหลายประเทศ ธปท. ยังสนับสนุนบทบาทของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานเพื่อขยายธุรกิจไปยังประเทศในกลุ่ม GMS ด้วย

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง