
ดอกเบี้ยฟ้องอาการป่วย ทองคำ-หุ้นไปไม่ไหว
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมายอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคงไม่สามารถที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างที่ตั้งใจไว้ถึง 4 ครั้งในปีนี้ นับเป็นข่าวดีสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะทองคำจะได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน
แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ไหวสะท้อนถึงภาพของเศรษฐกิจโลกรวมถึงสหรัฐจะมีความเสี่ยงและอ่อนแออยู่ จึงไม่ได้เหนือความคาดการณ์แต่อย่างใด ตลาดรับรู้ล่วงหน้ามาแล้วหลายเดือน เห็นได้จากราคาทองคำขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากตกใจเรื่องเฟดตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ทำให้การลงทุนในทองคำให้อัตราผลตอบแทนสูงที่สุดถึง 16% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากสุดรายไตรมาสนับจากปี 1986 หรือเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่สภาพคล่องยังคงท่วมโลกมากขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์ ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบมากขึ้น รวมถึงการใช้มาตรการคิวอีมากระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อมีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำไปหาโอกาสผลตอบแทนสูง จึงไม่ประหลาดใจเลยที่มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายแห่งโดยเฉพาะในเอเชีย เงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่เดือน ก.พ.อย่างต่อเนื่อง รวมแล้วเข้ามาประมาณ 18,978.27 ล้านบาท ในไตรมาสแรก จนสามารถพลิกฟื้นดัชนีจากระดับต่ำสุดที่ระดับ 1,224 จุดในเดือน ม.ค. มาปิดที่ระดับ 1,407.70 จุด เมื่อสิ้นเดือน มี.ค. รวมแล้วให้ผลตอบแทน 9.29% ได้ในไตรมาสแรก ส่งตลาดหุ้นไทยติดอันดับต้นๆ ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง
เงินทุนต่างประเทศที่ไหลบ่าเข้ามามากและแรง โดยที่นักลงทุนในประเทศไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายคนพลาดโอกาสทอง แต่ก็ยังมีหลายคนที่ถือโอกาสทำกำไรหุ้นในพอร์ตได้ผลตอบแทนที่ดี ในภาวะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำผิดปกติมานาน
ขนาดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังแสดงความเป็นห่วงเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงติดลบ 0.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% หักด้วยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ 1 ปีข้างหน้าประมาณการไว้ที่ 2.3% ทำให้ผู้ฝากเงินมีการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น
แต่ไม่ใช่ว่านักลงทุนทุกคนจะสามารถหากำไรจากตลาดหุ้นได้ในเวลานี้
ทั้งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นักกลยุทธ์ และนักลงทุนรายใหญ่ต่างมองตรงกันว่า แนวโน้มตลาดจะเคลื่อนไหวผันผวน ดัชนีโดยรวมคงจะขยับไปไม่ได้ไกล หลังจากขึ้นไปทดสอบระดับ 1,400 จุด ตั้งหลายครั้งแล้วแต่ไม่ผ่านสักที ตัวฉุดรั้งใหญ่คือการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เสียงดังฟังชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าปีนี้จะเติบโตไม่ถึง 3% แม้ว่ารัฐบาลจะออกสารพัดมาตรการมาพยุงก็ตาม
ดังนั้น นักลงทุนที่จะเข้าลงทุนในหุ้นกลยุทธ์สำคัญ คือหาจังหวะตลาดร่วงหนักๆ แล้วเลือกช็อปหุ้นชั้นดี จะถือเก็บระยะยาวหรือทำกำไรเป็นรอบๆ ได้ ระดับที่มีความเสี่ยงที่พอจะรับได้อยู่บริเวณ 1,300 จุดต้นๆ
นักลงทุนที่มีเป้าหมายจะซื้อเก็บ ควรเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐ แต่ไม่ใช่ว่ารับเหมาก่อสร้างจะซื้อได้ทุกตัว ให้เลือกบริษัทที่มีกำไรเติบโตและมีเงินปันผลประมาณ 4-5%
ส่วนหุ้นพลังงานยังไม่แนะนำให้ซื้อลงทุน เพราะราคาน้ำมันล่วงหน้ายังมีโอกาสต่ำลง เชื่อว่าการเจรจาของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่คงจะตกลงกันไม่ได้ง่ายๆ
หุ้นธนาคารพาณิชย์มีความน่าสนใจน้อยลงอยู่แล้วในช่วงเศรษฐกิจอ่อนแรง แถมยังลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก 0.25% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิลดลง และมีภาระตั้งสำรองหนี้สูง แม้ว่าราคาหุ้นจะลงมามากแล้วแต่ก็ยังไม่น่าซื้ออยู่ดี
แต่หากใครใจไม่ถึงพอที่จะลงทุนในหุ้น ก็ควรจะหันไปหาโอกาสจากทองคำได้บ้าง
ทองคำที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยประเภทหนึ่งและเหมาะลงทุนในภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยง กดดันราคาหุ้น และราคาน้ำมัน แต่ต้องยอมรับว่าทองคำวิ่งมาระดับหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาราคาจะผันผวนตามความเห็นของที่ประชุมเฟด เมื่อไรส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองก็จะอ่อนตัวลง ซึ่งปีนี้ยังไม่ต้องให้น้ำหนักมากเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะกูรูทั้งหลายฟันธงว่าอาจจะเห็นการลดดอกเบี้ยลงเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
“การให้สัมภาษณ์ของเฟดจะมีผลทางจิตวิทยาต่อราคาทองคำทุกครั้ง นับเป็นโอกาสในการทำกำไรเป็นรอบๆ ของนักเก็งกำไร เมื่อราคาขึ้นไปหน่อยก็อ่อนตัวลงมาให้เข้าซื้อ ทำให้ไม่สามารถผ่านระดับ 1,275 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ คาดว่าแนวโน้มราคาก็จะยังคงเคลื่อนไหวแคบๆ ให้กำไรเป็นรอบๆ ครั้งละ 200-300 บาท/ครั้ง โดยเฉพาะในระดับที่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ถือว่ามีความปลอดภัยระดับหนึ่ง” จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำแนะนำ
เวลานี้ใครมีเงินเย็นก็ควรจะใจเย็นๆ รอจังหวะให้ราคาหุ้นและทองคำลงอีกหน่อยถึงจะเข้าไปซื้อมีโอกาสได้ผลที่ดี อย่ามัวแต่ให้เงินออมจมอยู่กับบัญชีเงินฝากอีกต่อไปเลย







