
มะกันกดดันแบงก์ ระบุตัวตนเจ้าของบัญชี
นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังมีแผนที่จะเสนอกฎระเบียบใหม่ โดยกำหนดให้ธนาคารจำเป็นต้องเปิดเผยชื่อผู้เป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต (ออฟชอร์) โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอุดช่องโหว่ในระบบสถาบันการเงิน ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลปานามา เปเปอร์ส
นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังมีแผนที่จะเสนอกฎระเบียบใหม่ โดยกำหนดให้ธนาคารจำเป็นต้องเปิดเผยชื่อผู้เป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขต (ออฟชอร์) โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอุดช่องโหว่ในระบบสถาบันการเงิน ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลปานามา เปเปอร์ส
รายงานระบุว่า แม้ระเบียบปัจจุบันของสหรัฐจะกำหนดให้สถาบันการเงินที่มีสาขาในประเทศ จำเป็นต้องรู้จักลูกค้าผู้เปิดบัญชี ทว่าก็ยังคงมีช่องโหว่ เนื่องจากลูกค้าอาจใช้เป็นชื่อของบริษัทในต่างประเทศที่มีแต่เปลือก ทำให้ธนาคารไม่สามารถทราบตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของบัญชีได้
ระเบียบใหม่ที่มีชื่อว่า คัสโตเมอร์ ดิว ดิลิเจนซ์ จะกำหนดให้กรณีที่มีการเปิดบัญชีในนามของนิติบุคคล ธนาคารจะต้องสามารถระบุตัวผู้ที่ถือหุ้นมากกว่า 25% ของนิติบุคคลผู้เปิดบัญชีนั้นๆ ได้
ขณะที่รอยเตอร์สรายงานอ้างเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐว่า ข้อบังคับดังกล่าวจะถูกส่งไปให้ทางรัฐบาลทบทวนและประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ยังระบุว่า ปานามา เปเปอร์ส อาจจะเป็นส่วนที่กระตุ้นให้บรรดาธนาคารให้ความสนใจมากขึ้นกับการตรวจสอบหาเจ้าของบัญชีที่แท้จริง หรือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดบัญชีที่มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี อดีตเจ้าหน้าที่เครือข่ายควบคุมอาชญากรรมทางการเงิน (ฟินเซน) ระบุว่า การให้บริการลูกค้าที่มีรายชื่อตั้งบริษัทออฟชอร์ในปานามา เปเปอร์ส ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือเรื่องการตรวจสอบว่าการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีปัจจุบันเป็นการดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทางการเงินของหลายประเทศต่างกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลจากกรณีปานามา เปเปอร์ส และทบทวนกฎการดำเนินการของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงภาษี
มาร์ก แบรนสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินในสวิตเซอร์แลนด์ (ฟินมา) กล่าวว่า ฟินมาจะตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนจะตัดสินใจว่า จะเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการกรณีปานามา เปเปอร์ส หรือไม่ ทว่าขณะนี้ยังมีความเชื่อมโยงถึงธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ไม่มากนัก
ด้าน คารา โนวาโค บรอคเมเยอร์ ประธานฝ่ายตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตจากต่างชาติของฝ่ายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (เอสอีซี) ระบุว่า เตรียมตรวจสอบรายชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารที่ปรากฏในปานามา เปเปอร์ส ว่ามีการกระทำละเมิดกฎหมายการติดสินบนหรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตหรือไม่ โดยบัญชีธนาคารจำนวนมากดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดเผยหรือระบุตัวตนเจ้าของบัญชี
ขณะที่ประธานาธิบดี ฮวน คาร์ลอส วาเรลา ของปานามา ระบุว่า รัฐบาลเตรียมจัดตั้งคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญอิสระจากทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อประเมินมาตรการปรับปรุงอุตสาหกรรมการเงินของบริษัทออฟชอร์ที่ตั้งอยู่ในปานามาให้มีความโปร่งใส และฟื้นความเชื่อมั่นจากต่างประเทศขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังเพิ่งออกกฎใหม่เพื่อต่อต้านการหลบเลี่ยงภาษีในกลุ่มธุรกิจอเมริกัน ที่ใช้วิธีการเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการในประเทศที่มีภาษีถูกกว่า ซึ่งทำให้ข้อตกลงควบรวมกิจการของบริษัทยาสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุด ระหว่างไฟเซอร์และอัลเลอร์แกน บริษัทผู้ผลิตยาจากไอร์แลนด์ต้องถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 6 เม.ย. หลังจากประกาศกฎใหม่ดังกล่าวเพียง 1 วัน
การเปลี่ยนแปลงกฎอย่างฉับพลันของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ดังกล่าวกลายเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อการควบรวมกิจการและการผูกขาดทางธุรกิจของบรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่ ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องทบทวนการตัดสินใจใหม่ก่อนที่จะดำเนินการควบรวมกิจการและย้ายสำนักงานไปตั้งในสถานที่ที่มีภาษีถูกกว่า
นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมและกรรมการการค้าของสหรัฐ (เอฟทีซี) ได้สั่งฟ้องให้ยุติการร่วมข้อตกลงในการควบรวมกิจการของธุรกิจ ภายใต้กฎหมายปราบปรามการผูกขาดเป็นจำนวนหลายคดี ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งได้สั่งฟ้องเพื่อขัดขวางการควบรวมกิจการของสแตปเปลอส์ และออฟฟิส ดีโป ร้านค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ลุยจิ ริซโซ ประธานฝ่ายการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาของแบงก์ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ระบุว่า จากความไม่แน่นอนหลายอย่างที่บริษัทรายใหญ่ต้องเผชิญในการตัดสินใจควบรวมกิจการ ทำให้บริษัทเหล่านี้มีท่าทีระมัดระวังมากขึ้น โดยจำนวนการแปรรูปธุรกิจที่มีมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.52 แสนล้านบาท) ลดลงอย่างมากในไตรมาสนี้ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ข้อมูลของรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ปี 2015 เป็นปีที่มีมูลค่าเอ็มแอนด์เอสูงสุดทำสถิติ โดยมีข้อตกลงที่ผ่านการลงนามแล้วเป็นมูลค่ากว่า 4.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 161.96 ล้านล้านบาท)







