posttoday
จี้สปท.-สนช.เว้นวรรคการเมือง2ปีหากคำถามพ่วงผ่านประชามติ

จี้สปท.-สนช.เว้นวรรคการเมือง2ปีหากคำถามพ่วงผ่านประชามติ

07 เมษายน 2559

"รสนา"เสนอให้สปท.-สนช.เว้นวรรคการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปีหากคำถามพ่วงผ่านประชามติ สกัดข้อครหาชงเองกินเอง

"รสนา"เสนอให้สปท.-สนช.เว้นวรรคการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปีหากคำถามพ่วงผ่านประชามติ สกัดข้อครหาชงเองกินเอง

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกร้องให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เว้นวรรคตัวเอง แลกกับคำถามพ่วงประชามติ โดยระบุว่า

ประเด็นข้อถกเถียงเรื่องคำถามพ่วงในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อเสนอจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ว่า "จะเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา ได้แก่ สส. และ สว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน5ปี"

คำถามดังกล่าวได้รับการโหวตในที่ประชุมสปท.ถึง138 ต่อ 7 ให้ส่งคำถามพ่วงนี้ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะตั้งคำถามตามนี้หรือไม่อย่างไร

เท่าที่ทราบจากข่าวว่าวิปสนช.มีมติว่าจะมีคำถามพ่วงในการทำประชามติ1ข้อ ส่วนจะเป็นคำถามเดียวกับข้อเสนอของสปท.หรือไม่อย่างไร ฟังว่าจะมีการชี้ขาดในวันนี้ วันที่ 7เมษายน 2559

คำถามพ่วงดังกล่าวก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นการหมกเม็ดหลบประเด็นไว้นอกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่? และเลือกไปใช้เสียงประชาชนโหวตในการทำประชามติเพื่อให้เอากลับมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ดังคำถามนักข่าวที่ถามรองฯวิษณุว่า "หากคำถามพ่วงประชามติมีความขัดแย้งกับเนื้อหารัฐธรรมนูญ เช่น ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจ สว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คำถามพ่วงประชามติกลับต้องการให้สว.มีอำนาจดังกล่าว จะต้องทำอย่างไร "

รองฯวิษณุตอบว่า " ก็ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาแก้ตามคำถามพ่วงประชามติที่ผ่านโดยยึดคำถามพ่วงประชามติเป็นหลัก เพราะการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาทั้งฉบับ แต่เมื่อมีคำถามเฉพาะเจาะจงในเรื่องหนึ่ง ประชาชนก็มีสิทธิตอบเจาะจงได้ ซึ่งเป็นหลักธรรมดา"

ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่สาธารณชนมีโอกาสตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นการออกแบบที่จงใจหมกเม็ดประเด็นอำนาจสว.ไว้นอกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจของคสช. โดยที่สว.250คน มาจากการเลือกโดยคสช.ทั้ง100% เมื่อสว.มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน5ปี ย่อมถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่า คสช.ต้องการใช้สว.จากการสรรหาที่เป็นกลุ่มก้อนที่มีความเป็นปึกแผ่นที่ตนเลือกมาเพื่อเป็นฐานกำลังในการสืบทอดอำนาจของคสช.ต่อไปได้

สิ่งที่รองฯวิษณุตอบคำถามนักข่าว มีความชัดเจนว่า คำถามจากสปท.และสนช.หากผ่านประชามติ ต้องนำไปแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเสียใหม่ในการเพิ่มอำนาจให้กับสว. ที่ร่างเดิมไม่ได้บัญญัติให้มีอำนาจนั้น

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ตั้งฉายากันเองว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง จึงต้องให้ความสำคัญกับหลักการเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่บัญญัติไปตามประเพณีการเขียนรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่บัญญัติให้สส. สว. ปฏิติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศและความผาสุกของประชาชนโดยรวมและ "โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์" ดังที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยในมาตรา114 และในมาตรา267วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า " เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคสอง"

หากคำถามพ่วงของสปท.และสนช.ผ่านประชามติ ก็ต้องนำไปแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมถือได้ว่าท่านสมาชิกทั้งสองสภาได้ทำหน้าที่ดุจเดียวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และได้แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจของสว. ที่ไม่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเดิม ท่านสมาชิกทั้งสองสภาย่อมเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ที่อาจถูกครหาได้ว่าจงใจชงคำถามนี้ให้เข้าตากรรมการคสช.เพื่อแลกกับการที่จะได้รับเลือกเข้ามาเป็นสว.อีกตามบทเฉพาะกาลหรือไม่?

เพื่อป้องกันคำครหาดังกล่าว และเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญได้แสดงเจตนาว่าต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงและขจัดการมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง ดิฉันขอเสนอว่าหากทั้งสองสภาตกลงใจจะให้มีคำถามพ่วงนี้ขึ้นมา ก็ขอให้เพิ่มเงื่อนไขว่า หากคำถามดังกล่าวผ่านประชามติ และต้องนำไปปรับแก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ทั้งสปท.และสนช.จะต้องเว้นวรรคการดำรงตำแหน่งทางการเมือง2ปีเช่นเดียวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยขอเสนอให้เพิ่มเติมในมาตรา267ของร่างรัฐธรรมนูญดังนี้

"เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งของแต่ละสภา"

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ 2550 และเป็นผู้หนึ่งที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เพิกถอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้น ที่มีการแก้ไขประการหนึ่งเพื่อให้สว.เลือกตั้งไม่ต้องเว้นวรรคหลังดำรงตำแหน่งครบ6ปี และให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้เลย

แม้จะมีสว.เลือกตั้งหลายคนมองว่าการแก้ไขเช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของตน เพราะการลงรับสมัครเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับเลือก แต่ในการอภิปรายในครั้งนั้น ทั้งสว.สรรหา และสว.เลือกตั้งอย่างดิฉัน เห็นว่าการแก้ไขจากการ"ไม่มีสิทธิ" มาเป็น "การมีสิทธิ" และสว.เลือกตั้งเป็นผู้ได้รับสิทธินั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยหลักการแห่งการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของส่วนตนและส่วนรวม เราจึงร่วมกันคัดค้านจนศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

กรณีคำถามพ่วงประชามติก็เป็นการเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสปท.และสนช. การมีเงื่อนไขให้สภาผู้เสนอคำถามพ่วงประชามติต้องเว้นวรรคการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นทางออกให้ทั้งสองสภาไม่ตกอยู่ภายใต้คำครหาเดียวกับบรรดานักการเมืองที่ถูกตำหนิมาแล้วว่าเป็นพวกนิยม "ชงเอง กินเอง" หรือ "ผลัดกันเกาหลังให้กันและกัน"

ในยุครัฐธรรมนูญปราบโกงจึงต้องเข้มงวดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างจริงจังไม่ใช่แค่สร้างเป็นวาทะกรรมลอยๆ

ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้ทำเป็นแบบอย่างแล้ว โดยการให้สัมภาษณ์สำนักข่าววอยส์ออฟอเมริกาภาคภาษาไทยเมื่อวันที่31 มีนาคม 2559 ว่า "การเลือกตั้งจะมีขึ้นกลางปี2560 ซึ่งจะไม่มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตัวแทนหรือนอมินีมาลงเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจแน่นอน"
ดิฉันเชื่อโดยสุจริตใจว่า สปท.และ สนช.ยินดีพิจารณาข้อเสนอของดิฉันและ

พร้อมที่จะเดินตามแบบอย่างที่ดีของท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยการยืนตรงและเดินตรงไปตรงมาอย่างสง่างามโดยปราศจากความขัดกันแห่งผลประโยชน์ใดๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท