posttoday
โรงพยาบาลต้องปลอดจากความรุนแรง

โรงพยาบาลต้องปลอดจากความรุนแรง

07 เมษายน 2559

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงอีกครั้งหนึ่งของกลุ่มก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อกลุ่มก่อการร้ายจำนวนหนึ่งเข้ายึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นฐานที่มั่นในการยิงฐานทหารไทยในบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนากลุ่มบีอาร์เอ็น โดยที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ตอบโต้ด้วย ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยิงถล่มเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวนับพันนัด ทั้งนี้ โดยนับจากปลอกกระสุนที่เหลืออยู่ ในที่สุดผู้ก่อการร้ายก็ถอนกำลังออกไป

คาดว่ากลุ่มก่อการร้ายวางแผนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารยิงตอบโต้ไปมาที่อาคารโรงพยาบาลที่ผู้ก่อการร้ายยึดเป็นที่กำบัง เพื่อหาทางโฆษณาชวนเชื่อไปทั่วโลกว่า ทหารระดมยิงโรงพยาบาล ทำให้คนไข้ แพทย์ พยาบาล  บุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลต้องเสี่ยงภัยจากกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่รัฐ การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่หลงกลโดยทำให้ผู้ก่อการร้ายตกเป็นผู้ร้ายในสายตาของโลกทันที เมื่อทั่วโลกประณามการกระทำดังกล่าว ในขณะที่คนไทยต่างก่นด่ากลุ่มก่อการร้ายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ แม้ว่ากลุ่มแนวร่วมของผู้ก่อการร้ายพยายามแก้ตัวเป็นการ “จัดฉาก” ของเจ้าหน้าที่ และกล่าวหาว่าทหารไม่ควรตั้งฐานใกล้กับโรงพยาบาล ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่เกิดผล เพราะคนไทยและต่างประเทศรุมประณามการกระทำดังกล่าวของกลุ่มก่อการร้าย จนแนวร่วมดังกล่าวไม่กล้าออกมาตอบโต้อีก   

ที่ผ่านมา กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนในไทย ไม่ค่อยแสดงปฏิกิริยาใดๆ แม้ว่าผู้ก่อการร้ายจะวางระเบิด ลอบยิง ทลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เด็ก ผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง พระสงฆ์ อิหม่าม ครู พ่อค้าแม่ขาย คนอาชีพต่างๆ ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อ บาดเจ็บล้มตายมากมาย แม้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงก็ตาม  นานๆ ถึงจะได้ยินกลุ่มเอ็นจีโอ หรือองค์กรระหว่างประเทศออกมาตำหนิติเตียนหรือประณามสักครั้ง แต่สำหรับการยึดโรงพยาบาลครั้งนี้ของผู้ก่อการร้าย ถูกสังคมโลกและสังคมไทยประณามอย่างถ้วนหน้า เพราะโรงพยาบาลเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แพทย์และพยาบาลรักษาคนป่วยไม่ว่าจะมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกันอย่างใด แม้แต่ในสงครามก็มีกติกาว่า
จะไม่มีการโจมตีโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล ที่ผ่านมาผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่เคยไปวุ่นวายในโรงพยาบาล ไม่เคยทำร้ายแพทย์ พยาบาล แต่คราวนี้เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงเพราะทหารไม่หลงกล ทำให้ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ จึงถูกประณามจากในและนอกประเทศ

“สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 16 มี.ค. 2559 ประณามกลุ่มก่อการร้ายที่บุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง เพื่อใช้เป็นจุดโจมตีทหาร แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุว่า “โรงพยาบาล สถานที่รักษาพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ไม่ควรตกเป็นเป้าหมายหรือถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางทหารไม่ว่าเวลาใด”

เอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ เช่น “องค์กรนิรโทษกรรมสากล” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน “องค์กรเฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชน” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐ และมีผู้แทนอยู่ในประเทศที่มักออกข่าวโจมตีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไทยเสมอกล่าวหาว่า กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวบ้าน มีข่าวว่าครั้งนี้เอ็นจีโอทั้งสองได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของผู้ก่อการร้ายดังกล่าวด้วยเช่นกัน ถ้าข่าวนี้เป็นความจริง ก็แสดงให้เห็นว่า เอ็นจีโอทั้งสองได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง เป็นกลางแล้ว หากข้อมูลนี้ผิดพลาดโดยที่เอ็นจีโอทั้งสองยังไม่มีปฏิกิริยาในเรื่องนี้ ขอแนะว่าควรแสดงจุดยืนโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นการช่วยรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรที่ถูกคนไทยตั้งข้อระแวงมาโดยตลอดมาว่าเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนจริงๆ หรือว่าเป็นตัวแทนของคนร้ายกันแน่ 

ปลัดกระทรวงเกี่ยวกับการต่างประเทศและความมั่นคงของอเมริกา ดร.ซาราห์ ชูวัล ซึ่งมาเยือนไทยและเพิ่งไปเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวโดยตอนหนึ่งเธอกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาขอประณามกลุ่มคนร้ายที่ยึดโรงพยาบาลในครั้งนี้ (แต่ก็มีแถมเรียกร้องให้ไทยเร่งคืนประชาธิปไตยโดยเร็ว ซึ่งไม่เห็นเกี่ยวกันเลย)

หลายคนเฝ้าดูว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพราะ กสม.ในอดีตไม่ค่อยมีปฏิกิริยาต่อการที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กระทำต่อชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งที่มีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย ไม่ว่าฝ่ายไหนเป็นคนทำ จนคนสงสัยว่า กสม.เป็นองค์กรอิสระของรัฐ หรือเป็นตัวแทนของต่างชาติกันแน่ แต่ กสม.ชุดใหม่ได้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบตรงไปตรงมาหลายครั้ง ครั้งนี้ กสม.ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ขอประณามการละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้เคารพเครื่องหมายกาชาด สถานพยาบาล การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และสิทธิของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” เท่ากับเป็นการแก้ภาพลักษณ์ของ กสม.ในอดีต มาทำหน้าที่ซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา รัฐทำผิดก็ต้องว่าผิด ผู้ก่อการร้ายทำผิดก็ต้องว่าผิด

ที่ผ่านมา กสม.ชุดใหม่ได้เริ่มต้นทำงานตนอย่างน่าชื่นชมแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่ผ่านประชามติ แต่ได้ปฏิบัติงานตามมาตรา 247 ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างตรงไปตรงมา โดยคำนึงถึง “ความผาสุกของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติที่สำคัญ” จากการที่ “ผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรง” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ความรุนแรงที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อจนบาดเจ็บล้มตายแทบเป็นรายวัน ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และละเมิด “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” แห่งสหประชาชาติ ซึ่งไทยได้ให้สัตยาบันไว้แล้ว และละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับประกันโดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งร่างฉบับใหม่ “มาตรา 28 ประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย”  

เราขอให้กำลังใจ กสม.ชุดนี้ประสบความสำเร็จในการทำงานต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท