
‘ปานามา เปเปอร์ส’ ช็อกโลก เลี่ยงภาษี...อุดเท่าไรก็ไม่พอ
วันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) เปิดเผยข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมาที่ชื่อว่า “ปานามา เปเปอร์ส” เปิดโปงบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือบรรดาญาติมิตรของนักการเมืองใช้บริการของบริษัทกฎหมายในปานามาที่ชื่อ มอสแซ็ค ฟอนเซกา ในการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (ออฟชอร์) ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์แห่งการเลี่ยงภาษี”
วันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) เปิดเผยข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมาที่ชื่อว่า “ปานามา เปเปอร์ส” เปิดโปงบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือบรรดาญาติมิตรของนักการเมืองใช้บริการของบริษัทกฎหมายในปานามาที่ชื่อ มอสแซ็ค ฟอนเซกา ในการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขต (ออฟชอร์) ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์แห่งการเลี่ยงภาษี”
ปานามา เปเปอร์ส ขึ้นพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทั่วโลกในเวลาต่อมา และทำให้บรรดารัฐบาลทั่วโลกต้องปวดหัว โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปที่พยายามอย่างหนักในการจัดการกับการหลีกเลี่ยงภาษีบนประเทศที่ขึ้นชื่อเป็นหลุมหลบภัยเหล่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่า ยิ่ง “อุด” เท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มช่องที่ต้อง “อุด” เพิ่มเติม
เพราะการจัดตั้งบริษัทออฟชอร์ในต่างแดนไม่ใช่การบ่งชี้ว่านี่คือเรื่องที่ “ผิดกฎหมาย” หากแต่การกระทำที่ไม่ถูกต้องในมุมมองของประเทศชาติที่เสียประโยชน์เพราะเก็บภาษีคนรวยเหล่านี้ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นการใช้ช่องโหว่เข้าไปดำเนินการเพื่อให้สามารถจ่ายภาษีได้น้อยที่สุด ขณะที่การตั้งบริษัทออฟชอร์ในบางกรณียังรวมถึงบรรดาธุรกิจมืดผิดกฎหมายที่ต้องการฟอกเงิน และบางรายก็ยังเป็นกลุ่มที่ถูกรัฐบาลหลายประเทศคว่ำบาตรด้วย
กรณีที่เห็นชัดที่สุด คือ กรณีของนายกรัฐมนตรี ซิกมุนเดอร์ เดวิด กุนลอส์สัน ของไอซ์แลนด์ ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งไปในที่สุด หลังไม่สามารถตอบคำถามต่อสื่อมวลชนได้ และไม่สามารถขอยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ท่ามกลางประชาชนนับพันที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้กุนลอส์สันลาออกจากตำแหน่งส่งผลให้ผู้นำไอซ์แลนด์กลายเป็นกรณีแรกที่ต้องสิ้นสภาพหลังเอกสารชุดใหญ่ดังกล่าวหลุดออกมา
กรณีของกุนลอส์สันเป็นกรณีที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดต่อจริยธรรมในฐานะผู้นำประเทศ เนื่องจากภรรยาของกุนลอส์สันตั้งบริษัทออฟชอร์ที่ชื่อว่า วินทริส อิงค์ บนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน และบริษัทดังกล่าวก็ถือหุ้นกู้ของธนาคารหลักทั้งสามแห่งของไอซ์แลนด์ มูลค่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.41 แสนล้านบาท) ซึ่งล้มละลายหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ทั้งนี้ กุนลอส์สันขายหุ้นที่ถืออยู่ครึ่งหนึ่งในวินทริส อิงค์ ในราคา 1 เหรียญสหรัฐ ให้แก่ภรรยาในวันสุดท้ายของปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่กุนลอส์สันได้ที่นั่งในรัฐสภา ก่อนจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2013 แต่กลับไม่มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินเหล่านี้แต่อย่างใด
นอกจากเรื่องภาษีและผลประโยชน์แล้ว การจัดตั้งบริษัทออฟชอร์ในฐานะบริษัทบังหน้ายังเกี่ยวพันไปถึงการกระทำผิดกฎหมายอย่างการค้าอาวุธให้แก่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตร ด้านหนังสือพิมพ์เดอะ
การ์เดียน ของอังกฤษ หนึ่งในผู้ร่วมสืบสวนในปานามา เปเปอร์ส ระบุว่า นิเกล โควี นายธนาคารชาวอังกฤษ ได้ตั้งบริษัทออฟชอร์บังหน้าขึ้นที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เพื่อใช้ในการหาเงินและค้าอาวุธให้แก่เกาหลีเหนือ
กรณีดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นหลักฐานว่า เหตุใดการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจึงไม่ได้ผล ในขณะที่เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมด้านภาษี เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อปี 2012 ว่า เงินที่สูญไปจากระบบจากการเลี่ยงภาษีอยู่ที่ 2.55 แสนเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 9 ล้านล้านบาท) ด้านองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ระบุว่า ทั่วโลกซุกซ่อนสินทรัพย์ในธนาคารออฟชอร์มากถึง 5-7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 176-247 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นถึง 8% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่จัดการภายใต้ระบบธนาคาร
เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่สามารถนำมาพัฒนาประเทศหรือยกระดับสภาพชีวิตของประชากรให้ดีขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่ และเป็นเหตุผลว่า เหตุใดสหรัฐและยุโรปจึงพยายามอย่างหนักตลอดมาที่จะจัดการกับการหลีกเลี่ยงภาษี
สหรัฐหันมาเพิ่มความพยายามจัดการกับปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีหนักขึ้นตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา หลังจากที่ประเทศเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก และประเทศจำเป็นต้องหารายได้เข้ารัฐทุกวิถีทาง จนนำไปสู่การจัดการกับกรณีธนาคารยูบีเอส ภายใต้ความร่วมมือของทุกหน่วยงานในสหรัฐ ตั้งแต่กรมสรรพากร คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (เอสอีซี) กระทรวงยุติธรรม ไปจนถึงสำนักงานสืบสวนสอบสวนของรัฐบาลกลาง (เอฟบีไอ)
การเดินหน้าของสหรัฐในครั้งนั้นทำให้ธนาคารยูบีเอสยอมส่งมอบรายชื่อ 4,450 บัญชีในวันที่ 20 ส.ค. 2009 นำไปสู่การตรวจสอบเศรษฐีอเมริกันหลายร้อยรายที่มีความผิดฐานใช้บัญชีต่างชาติใน
สวิตเซอร์แลนด์เพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี และสามารถกดดันสวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นสวรรค์ในการปกปิดทรัพย์สิน ให้สามารถผ่อนคลายกฎระเบียบเรื่องการรักษาข้อมูลความลับลูกค้า (Banking Secrecy) เพื่อให้ความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในการตรวจสอบทางภาษีได้มากขึ้น ต่อมาได้พยายามขยายการจัดการภาษีไปยังหมู่เกาะเคย์แมน ในเวลาต่อมา
นอกจากการจัดการกับปัญหาบริษัทออฟชอร์แล้ว ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐยังต้องจัดการกับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการเลี่ยงการจ่ายภาษีนิติบุคคลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการไปตั้งบริษัทลูกตามประเทศภาษีต่ำ โดยเฉพาะไอร์แลนด์ที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลเพียง 12.5% เมื่อเทียบกับสหรัฐที่สูงลิ่วถึง 39% จึงเป็นที่นิยมของบรรษัทข้ามชาติชื่อดัง ตั้งแต่ แอปเปิ้ล อิงค์ ไปจนถึงกูเกิล และเฟซบุ๊ก
ล่าสุด สหรัฐยังได้เพิ่มความเข้มข้นกับการแก้ปัญหาหลบเลี่ยงภาษีระลอกล่าสุดในกลุ่มธุรกิจอเมริกัน ที่ใช้วิธีการเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) ในประเทศที่มีภาษีถูกกว่า (Tax Inversion) ทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องอุดช่องโหว่ ห้ามนำเงินของบริษัทลูกในต่างแดนไปใช้โดยไม่เสียภาษีให้สหรัฐ ส่งผลให้การควบรวมกิจการระหว่างไฟเซอร์ บริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐ และอัลเลอร์แกน บริษัทผู้ผลิตยาจากไอร์แลนด์มูลค่า 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.6 ล้านล้านบาท) ที่จะช่วยให้ไฟเซอร์ได้ที่อยู่ในไอร์แลนด์ซึ่งจัดเก็บภาษีถูกกว่าสหรัฐ ต้องมีอันต้องกลายเป็นหมัน
ในขณะที่ด้านยุโรปเองก็มีความพยายามในการจัดการการเลี่ยงภาษีเช่นเดียวกัน โดยสหภาพยุโรป (อียู) ใช้กฎหมายยูโรเปี้ยนเซฟวิง ไดเรกทีฟ ในปี 2005 เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและเลี่ยงการเสียภาษีภายในกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ยุโรปยังพยายามที่จะจัดการกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาใช้ช่องโหว่ในประเทศฐานภาษีต่ำของยุโรป เช่น กูเกิล ที่ยอมจ่ายภาษีย้อนหลังรวมทั้งสิ้น 130 ล้านปอนด์ (ราว 6,474 ล้านบาท) ให้กับอังกฤษ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การจ่ายภาษีย้อนหลังดังกล่าวยังนับว่าน้อยเกินไปสำหรับกูเกิลที่มีรายได้มากถึง 5,000 ล้านปอนด์ (ราว 2.49 แสนล้านบาท) ในขณะเดียวกัน ไอซีไอเจระบุว่า การใช้กฎหมายยูโรเปี้ยน เซฟวิง ไดเรกทีฟ ยังมีผลทำให้เกิดการหันไปสร้างบริษัทออฟชอร์ในหลุมหลบภัยภาษีอีกด้วย
ไอซีไอเจ เปิดเผยว่า ในปี 2005 ที่ประกาศใช้ยูโรเปี้ยน เซฟวิง ไดเรกทีฟ ทำให้บริษัทที่ใช้บริการตั้งออฟชอร์กับมอสแซ็ค ฟอนเซกา เพิ่มขึ้นเป็น 1,814 แห่ง จาก 543 แห่งในช่วง 2003-2004 และตัวเลขก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในปีต่อมา โดยระหว่างปี 2005-2008 บริษัทออฟชอร์ที่มอสแซ็ค ฟอนเซกา ช่วยจัดตั้งคิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของบริษัททั้งหมด
สำหรับความพยายามในการจัดการของสหรัฐ ไอซีไอเจ ระบุว่า จำนวนบริษัทที่ช่วยจัดตั้งลดลงจริง แต่ไม่ได้หมดไป โดยธนาคารบางแห่งยกเลิกการเป็นตัวกลางช่วยจัดตั้งออฟชอร์ แต่ยังคงบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าที่เป็นบริษัทออฟชอร์ หรือเปลี่ยนจากการใช้ชื่อของบริษัทเป็นการใช้ชื่อพนักงานบริษัทแทน
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เรียกร้องให้สหรัฐเข้มกฎเพื่อจัดการการเลี่ยงภาษีมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เรียกร้องให้ประเทศเกิดใหม่ร่วมมือกันเพื่อจัดการกับการเลี่ยงภาษี แต่ยิ่งอุดช่องโหว่มากเท่าไร ช่องโหว่ใหม่ก็จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ดี
“พวกเราเห็นความพยายามในการกำจัดออฟชอร์อย่างโออีซีดีและอียู แต่ทุกครั้งที่สร้างกฎใหม่ขึ้นมา ออฟชอร์ก็จะหาทางเพื่อกรุยทางไปทั่วโลก และจะไม่มีทางสิ้นสุดลงจนกว่าทั้งโลกจะร่วมมือกันต่อต้านอย่างรุนแรง” เจอร์ราร์ด ไรล์ ผู้อำนวยการไอซีไอเจ กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี







