
ความต่างของดอกเบี้ย
ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัวอยู่ ซึ่งเป็นผลกระทบชิ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกติดลบ การลงทุนก็ไม่ได้ขยายตัวเพิ่ม กำลังการผลิตในประเทศของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ยังเหลือ จนทำให้การลงทุนภาคเอกชนแทบจะไม่มีเลย สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวในอัตราการต่ำมาก
ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัวอยู่ ซึ่งเป็นผลกระทบชิ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกติดลบ การลงทุนก็ไม่ได้ขยายตัวเพิ่ม กำลังการผลิตในประเทศของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ยังเหลือ จนทำให้การลงทุนภาคเอกชนแทบจะไม่มีเลย สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวในอัตราการต่ำมาก
แม้จะปล่อยสินเชื่อไม่ออก และธนาคารพาณิชย์ก็กดดอกเบี้ยเงินฝากจนต่ำติดดิน ทำให้ธนาคารถูกมองว่าถ่างส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่ายออกไปมาก กินกำไรจนพุงกาง โดยคิดง่ายๆ ด้วยการนำเอาดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ที่อัตรา 6.5% มาลบด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก ที่ไม่มีธนาคารไหนจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากประจำเกิน 2% เลย ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธนาคารอยู่ที่ 4-5% แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศไว้เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 2.5% เท่านั้น
โดยข้อเท็จจริงการจะคิดส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารว่าได้มากมายแค่ไหนก็จะต้องนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเสียก่อน ซึ่งรายจ่ายของธนาคารมีรายจ่ายประจำกับรายจ่ายไม่ประจำ รายจ่ายไม่ประจำนี่เองที่จะเป็นต้นเหตุทำให้ธนาคารมีกำไรมากหรือน้อย
การชะลอตัวของกำลังซื้อทำให้บรรดาลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เริ่มขาดสภาพคล่อง ขายของไม่ออก เก็บเงินไม่ได้ สุดท้ายก็เริ่มออกอาการไม่มีเงินจ่ายหนี้ ทำให้ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้น ธนาคารต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปสำรองหนี้เสียเพิ่ม ทำให้กำไรทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ลดลง
ดังนั้น แรงส่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงจึงมีน้อย และดูเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ก็ไม่ได้กดดันให้ธนาคารลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพราะเข้าใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีกว่าหากเกิดหนี้เสียในระบบธนาคารมาก จะยิ่งทำให้เสถียรภาพเศรษฐกิจสั่นคลอน
ฉะนั้น การที่ธนาคารพาณิชย์สมัครใจลดดอกเบี้ยลงมาเองตามกลไกตลาด ทาง ธปท.และคลังเองก็รู้สึกยินดี แสดงให้เห็นว่า สภาพคล่องเหลือล้นและการเริ่มลดดอกเบี้ยก็จะส่งผลดีให้ลูกค้าของธนาคารมีต้นทุนการเงินที่ลดลง ลูกค้าที่กำลังมีปัญหาการเงินก็อาจจะผ่อนคลายลงและทำให้สถานการณ์หนี้เสียของธนาคารดีขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 0.25% นั้น อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการลงทุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากมายนัก เพราะหากเศรษฐกิจในภาพรวมไม่ฟื้นตัว ก็ไม่ได้ทำให้การลงทุนของเอกชนจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตเดิมยังมีเหลือเฟือ และหากสถานการณ์เศรษฐกิจยังเป็นเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะได้เห็นธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลงอีกก็เป็นไปได้
ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้ เป็นการลดลงโดยไม่ได้สนใจไยดีกับดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.เท่าไหร่นัก เนื่องจาก ธปท.ยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ เพราะเป็นห่วงด้านเสถียรภาพ ทั้งที่มีเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรผลตอบแทนในประเทศ แต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเงินร้อนเหล่านี้จะไหลออกไปเมื่อไร
ฉะนั้น จากนี้ไปจะเห็นการไม่ไปในทิศทางเดียวกันของดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนโยบายจะดูภาพรวมดูอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะดูภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และหนี้เสียเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งกันเพียงแต่ไม่สอดคล้อง ซึ่งผู้ดำเนินนโยบายการเงินการคลัง ต้องไปพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่







