
เอกชนไม่ลงทุน เศรษฐกิจไม่หมุนตาม
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ล่าช้า และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยติดล็อกมากขึ้นทุกวัน จนอัตราการขยายตัวไม่สามารถเป็นไปได้ตามเป้าหมาย และเริ่มมีหลายฝ่ายกังวลว่า เศรษฐกิจปีนี้จะโตต่ำกว่า 3% เหมือนปีที่ผ่านมา
แม้ว่ารัฐบาลจะเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ แต่การลงทุนภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่การส่งออกติดลบ และการบริโภคภาคเอกชนยังไม่ฟื้น ทำให้เศรษฐกิจปี 2559 ตกอยู่ในภาวะลำบากตั้งแต่ต้นปี
ดังนั้น การลงทุนภาคเอกชนจึงเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากภาคเอกชนยังไม่ยอมขยับเศรษฐกิจไทยก็มีหวังสลบยาว เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนของภาคเอกชนสำคัญที่สุด เนื่องจากมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ล่าสุด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ใช้เวทีการพบปะธุรกิจรายใหญ่ 100 บริษัทต้นๆ ของเมืองไทย กล่อมนักลงทุนเหล่านี้ให้มาเร่งลงทุนก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะทรุดกันไปมากกว่านี้ เอกชนไม่ควรนั่งกอดเงินสดไว้เฉยๆ หรือได้แต่นั่งรอดูให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยดีกว่านี้ถึงจะลงทุน
การเรียกร้องของ สมคิด ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรก แต่เรียกร้องมาตั้งแต่เข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจชุดนี้ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี มีการเรียกร้องให้เอกชนลงทุนมาตลอดแต่ไม่ค่อยเป็นผล เพราะการลงทุนภาคเอกชนเหมือนไก่กับไข่ ภาครัฐบอกเมื่อเอกชนลงทุนแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่วนเอกชนบอกว่า อยากดูให้แน่ใจก่อนว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นชัดเจน จะได้มีกำลังซื้อถึงจะลงทุนเพิ่มขึ้น
เมื่อมุมมองของรัฐบาลและเอกชนเป็นเหมือนเส้นขนาน จึงไม่ต้องแปลกใจที่การลงทุนภาคเอกชนไทยไม่ขยับในช่วงที่ผ่านมา โดยในปี 2558 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.8% ส่วนหนึ่งเพราะการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในภาวะติดลบ
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนจำนวนมาก เช่น การอัดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.5 แสนล้านบาท การลดภาษีให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การลดภาษีเพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนในปีนี้ การให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม หรือการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ว่าการลงทุนภาคเอกชนของไทยก็ยังไม่ขยับอย่างที่ควรเป็น
สาเหตุสำคัญยังเป็นปัญหาเดิม เอกชนยังคงไม่ลงทุนจนกว่าเศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งเวลานี้เศรษฐกิจไทยมีภาวะตรงข้าม การฟื้นตัวเป็นไปอย่างอ่อนแรง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดประมาณการเศรษฐกิจไทยจาก 3.5% เหลือ 3.1% เพราะส่งออกส่อเค้าติดลบ การบริโภคเอกชนขยายตัวได้น้อยลงกว่าเดิม
ขณะที่กระทรวงการคลังก็ตั้งท่าจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 3.7% แต่ยังแข็งใจว่าอย่างไรเสีย เศรษฐกิจก็ขยายตัวได้มากกว่าที่ ธปท.คาด ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ลดลงเช่นนี้ นักลงทุนที่ไหนก็ไม่กล้าลงทุนผลิตอะไรเพิ่ม เพราะทำสินค้าออกมา ส่งออกก็ไม่ได้ ขายในประเทศก็ไม่ออก เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ
นอกจากนี้ การลงทุนของภาครัฐที่ล่าช้า ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนไม่กล้าขยับ ปลายปีที่ผ่านมารัฐบาลบอกว่าการลงทุนขนาดใหญ่จะเดินหน้าตั้งแต่ต้นปีนี้ แต่เมื่อถึงเวลานัด รัฐบาลบอกว่าการลงทุนขนาดใหญ่จะเริ่มลงทุนได้จริงกลางปีหน้า ระหว่างนี้รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเพื่ออุ้มเศรษฐกิจไทยไว้ก่อน การออกมาส่งสัญญาณเช่นนี้เอกชนย่อมไม่กล้าลงทุนเพิ่มแน่นอน ต่อให้รองนายกรัฐมนตรีอ้อนว่าไม่ให้กอดเงินสด และไม่ต้องรอให้เศรษฐกิจดีถึงจะลงทุน นักลงทุนรายใหญ่ได้ยินแล้วก็คงรักษามารยาททางการเมืองเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ยังไม่ตัดสินใจลงทุนทันทีอยู่ดี
ยิ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยของรัฐบาลเริ่มไม่มีความแน่นอน จากที่คิดว่าจะแจกเงินข้าราชการและประชาชน 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มกำลังซื้อฐานราก แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นประชานิยมก็ล้มพับเข้าลิ้นชัก ทำให้เอกชนที่เดิมจะผลิตสินค้าเพิ่มก็แอบล้มการลงทุนเป็นเช่นกัน
ปัญหาการลงทุนของภาคเอกชน จึงอยู่ที่การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลตอนนี้สำคัญที่สุด ว่า จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนอย่างไร ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกไม่ดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวลดลงเหลือ 6.5% จากที่เคยขยายตัวได้มากกว่า 7% สะเทือนการส่งออกของไทยอย่างหนัก ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนได้เลยว่า จะแก้วิกฤตการส่งออกของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
การเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐต้องแก้ไข ไม่เกิดโรคเลื่อนจนเสียความเชื่อมั่นอีกต่อไป หากกลางปีนี้การลงทุนภาครัฐยังไม่มาตามนัด การเชิญชวนให้เอกชนลงทุนก็เป็นเรื่องที่ห่างไกลออกไปอีก การโน้มน้าวให้เอกชนไม่กอดเงินสด หรือว่าไม่ต้องนั่งรอให้ลงทุน ก็ไร้ประโยชน์ ตราบใดการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐไม่ขยับ การลงทุนภาคเอกชนไม่มีทางขยายเพิ่มอย่างแน่นอน เพราะลงทุนไปก็มีแต่ขาดทุน
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ต้องเป็นมาตรการที่ได้ผลจริง และมีปริมาณมากพอที่จะอุ้มเศรษฐกิจให้พ้นปากเหว เพื่อให้การลงทุนภาครัฐมารับไม้ต่อ และสุดท้ายภาคเอกชนก็จะลงทุนตาม ทำให้เศรษฐกิจไทยหมุนต่อไปได้ อัตราขยายตัวมากกว่า 3% เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ไม่ต้องมานั่งลุ้นเหมือนทุกวันนี้ จากที่เคยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ใกล้ 4% ตอนนี้ทำท่าจะได้ไม่ถึง 3% และหากรัฐบาลไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นที่มีพลังมากพอ และเข็นการลงทุนภาครัฐให้ลงทุนได้จริง ไม่ใช่เป็นโครงการในกระดาษที่มีแต่ตัวเลขมูลค่าโครงการ การเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนก็จะเสื่อมมนต์ขลังลงไป
สำหรับภาคเอกชนเอง ตอนนี้ถือว่ามีความพร้อมลงทุน เพราะเงินสดในมือมีจำนวนมาก วงเงินกู้ก็มีไม่น้อยเพราะธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องมากพอ พร้อมปล่อยกู้ให้กับธุรกิจรายใหญ่ รวมทั้งมาตรการจูงใจของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนก็มีจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยับ เพียงแค่รอดูความชัดเจนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลปฏิเสธประเด็นสำคัญนี้ไปไม่ได้
การเดินสายเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เอกชนเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างยั่งยืน มั่นคง
และมั่งคั่ง แต่การเดินสายอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เอกชนควักเงินหรือกู้หนี้มาลงทุนเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท ตราบใดที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจให้เอกชนมั่นใจได้ว่า โครงการขนาดใหญ่สร้างได้จริง และเศรษฐกิจฟื้นตัว ขยายตัวได้อย่างแข็งแรง







