posttoday
สัญญาณเตือนภัย

สัญญาณเตือนภัย

05 เมษายน 2559

สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงแน่ๆ ท่ามกลางความเสี่ยงมากขึ้น แล้วประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมรับมือเพียงใด เป็นคำถามที่ต้องการให้รัฐบาลบอกประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับ

สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงแน่ๆ ท่ามกลางความเสี่ยงมากขึ้น แล้วประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมรับมือเพียงใด เป็นคำถามที่ต้องการให้รัฐบาลบอกประชาชนและ
ผู้ประกอบการทุกระดับ

สถานการณ์โลกไว้วางใจไม่ได้เลย จีนยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะที่ปัญหาหนี้ของยุโรปกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ประเทศกรีซจะต้องชำระหนี้ก้อนโต ไถ่ถอนตราสารหนี้ในเดือน ก.ค.นี้ แต่ยังหาผู้สนับสนุนไม่ได้เลย จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟต้องออกแรงกดดันเยอรมนีลดหนี้ให้กรีซ เพราะไอเอ็มเอฟไม่ต้องการให้
กรีซผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอาจทำให้การแก้ปัญหายูโรโซนยืดเยื้อออกไปอีก

ล่าสุด สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของจีนลงสู่ “เชิงลบ” หากจีนไม่ดำเนินการปฏิรูปอย่างน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ชะลอตัวลงอีก ขณะที่ภาระหนี้สินที่สูงขึ้นได้บั่นทอนการลงทุนในภาคธุรกิจ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้หนี้สินของรัฐบาลพุ่งขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานะด้านการคลังของจีนจะยังคงอ่อนแรงลง และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศลดลง โดยในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมานั้น ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนลดลงถึง 7.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของจีนและฮ่องกงสู่ “เชิงลบ” จาก“มีเสถียรภาพ” จากภาวะหนี้ในภาครัฐและเอกชนในจีนมีแนวโน้มย่ำแย่ลง

นอกจากนั้น มูดี้ส์ยังปรับลดความน่าเชื่อถือของธนาคารสิงคโปร์ 4 แห่งด้วย

เอสแอนด์พีคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานของธนาคารญี่ปุ่น คาดผลกำไรเบี้องต้นลดลง 8-15%

มูดี้ส์และเอสแอนด์พีส่งสัญญาณ “ลบ” ชัดเจนขนาดนี้ เรื่องความอ่อนแอของเศรษฐกิจและภาคการเงินของประเทศสำคัญๆ เกิดขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ยิงกระสุนออกไปมากแล้ว เหลืออีกเพียงไม่กี่นัดที่จะต่อสู้กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้เปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายเลย สำหรับการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเก็บแรงเอาไว้ แต่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การลดดอกเบี้ยคงจะช่วยกระตุ้นอะไรไม่ได้มากนักท่ามกลางภาระหนี้สินครัวเรือนสูงๆ และความไม่มั่นคงของการเงิน คงไม่มีใครกล้าจับจ่ายใช้สอยเหมือนที่ผ่านมา

เวลานี้เป็นภาวะไม่ปกติ นอกจากรัฐบาลจะขอความร่วมมือภาคเอกชนในการพัฒนา และหรือร่วมลงทุนในโครงการประชารัฐ 12 ด้าน โดยมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนประเทศในระยะยาวแล้ว เรื่องเร่งด่วนที่ควรจะทำคือการรวมพลังหาทางออกหรือทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะเกิดขึ้นในระยะอันสั้นนี้ เช่น การให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้หรือไม่

ขณะเดียวกันการส่งออกที่ฟื้นขึ้นมาแรงในเดือน ก.พ.ก็ไม่ควรดีใจ เพราะไส้ในหรือสาระสำคัญยังคงย่ำแย่อยู่ รัฐบาลจะต้องออกแรงกระทุ้งให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องคิดใหม่ทำใหม่ในการฟื้นการส่งออก ส่วนภาคท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญ ก็ต้องมุ่งหวังว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาจะต้องมีเม็ดเงินตกอยู่กับประเทศไทยให้มากขึ้นด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท