posttoday
โลกอ่อนแอ-หนี้ครัวเรือนสูง กดดันจีดีพีโตต่ำ 3%

โลกอ่อนแอ-หนี้ครัวเรือนสูง กดดันจีดีพีโตต่ำ 3%

05 เมษายน 2559

งานสัมมนา “เศรษฐกิจโลกกับโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นักเศรษฐศาสตร์ไทยเห็นในทิศทางเดียวกันว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว แต่ไม่มากพอที่จะโตได้ตามศักยภาพใหม่ที่ 3-4% ภายใต้บริบทใหม่ของเศรษฐกิจ (News Normal) ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกไม่เอื้อให้ส่งออกที่มีสัดส่วนสูงในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมทั้งไทยยังเผชิญภัยแล้งและหนี้ครัวเรือน

งานสัมมนา “เศรษฐกิจโลกกับโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นักเศรษฐศาสตร์ไทยเห็นในทิศทางเดียวกันว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว แต่ไม่มากพอที่จะโตได้ตามศักยภาพใหม่ที่ 3-4% ภายใต้บริบทใหม่ของเศรษฐกิจ (News Normal) ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกไม่เอื้อให้ส่งออกที่มีสัดส่วนสูงในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมทั้งไทยยังเผชิญภัยแล้งและหนี้ครัวเรือน

ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า จีดีพีปีนี้น่าจะโตได้ที่ 2.8% แต่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อส่งออกโต 4% ซึ่งเศรษฐกิจโลกไม่เอื้อให้ส่งออกโตได้ขนาดนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าคาดจึงมีมากกว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย แม้สหรัฐจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงจีน ยังชะลอทำให้การบริโภคและนำเข้าสินค้าของกลุ่มประเทศนี้
ลดลง โดยไทยส่งออกไปยุโรปและญี่ปุ่นรวมกันประมาณ 20% ของการส่งออกทั้งหมด ส่งออกไปจีนประมาณ 11% ฉะนั้นหากประเทศเหล่านี้ชะลอและบริโภคน้อยลง ย่อมกระทบต่อส่งออกไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาพบระดับการส่งผ่านระหว่างประเทศ จะพบว่ามูลค่าจีดีพีของยุโรปที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐ มีผลต่อเศรษฐกิจไทยแค่ 0.002 เหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับสหรัฐที่มีผลเพียง 0.001 ญี่ปุ่น 0.004% จีน 0.006 ซึ่งน้อยมาก แต่การเพิ่มขึ้นของจีดีพีในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กลับมีผลมากถึง 1.75 เหรียญสหรัฐ เพราะประเทศเหล่านี้เมื่อมีรายได้ก็จะมาซื้อสินค้าไทยไปบริโภค

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจโลกข้างต้นโดยเฉพาะในกลุ่ม จี3 จึงไม่เอื้อให้การค้าและการส่งออกไทยให้โตมากขึ้น หรือโตเป็นบวกได้ในระดับที่คาดไว้ นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือภาคการส่งออกที่หดตัว นอกจากจะมีผลกระทบทางตรงกับภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงานแล้ว ยังมีผลกระทบทางอ้อมกับสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง และมีขนาดของการจ้างงานใหญ่กว่า เช่น สาขายานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูงสามารถชดเชยผลกระทบจากภัยแล้งได้ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อเศรษฐกิจได้ถึง 2.05 เท่า จากการจ้างงานในการค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่มที่มีการจ้างงานสูง ถ้าท่องเที่ยวโตประมาณ 10-20% อาจชดเชยภัยแล้งได้ทั้งหมด

ด้าน ณชา อนันต์โชติกุล หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ทำให้ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกมีปัญหาหนี้ท่วมจากการออกมาตรการกระตุ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาตรงจุด แถมทำให้การบริโภคของโลกลดลงเรื่อยๆ และเมื่อการบริโภคโลกลด ก็ทำให้คนอยากจะออมเงินมากกว่าจะนำออกมาลงทุน รวมทั้งภาวะดอกเบี้ยต่ำยังทำให้คนนำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยด้วย

“ภาวะนี้ทำให้นโยบายกระตุ้นทางการคลังทำได้แค่พยุง ส่วนนโยบายการเงินก็จำเป็นต้องดูแลเสถียรภาพและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก จึงเป็นที่พึ่งหรือเป็นเครื่องมือในการ
กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้” ณชา กล่าว

ศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ หัวหน้าศูนย์วิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การที่ครัวเรือนไทยมีระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง 81% ของจีดีพี และประชากรไทยยังอยู่ในภาคเกษตรที่เสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งนั้น จะฉุดการบริโภคหรือการใช้จ่ายในประเทศของครัวเรือนไทยโดยรวมลดลง บวกกับภาวะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อาจมีผลให้ระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นด้วย เพียงแต่การเพิ่มจะมีอัตราเร่งที่ไม่สูงนัก และอาจจะเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจประเทศได้ เพราะทิศทางดอกเบี้ยใกล้จะเข้าสู่ขาขึ้นแล้ว แม้สหรัฐจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาได้ แต่ก็เลี่ยงการปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ทยอยปรับสูงขึ้นได้ยาก โดยเศรษฐกิจไทย กรณีปกติคาดว่าปีนี้จะโตที่ 3% แต่ความเสี่ยงด้านลบยังมีมากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท