
‘ไชยันต์ ‘ส่องรธน.ฉบับมีชัย บูรณาการทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต
ใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะ ถูกถล่มรุนแรงว่าเปิดประตู "สืบทอดอำนาจ" แถมฉุดรั้งให้ประชาธิปไตยไทยต้องถอยหลังกลับเข้าคลองแทนที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถมีรูปแบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ การเมืองก็จะวนไปวนมาเป็นวงกลมจนยากจะบอกว่า "ก้าวหน้า" หรือ "ถอยหลัง" เพราะทุกอย่างก็จะกลับไปกลับมาเป็นวงจร
"กระแสมวลชน ทั้งเสื้อแดง กปปส.ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง อย่าไปเรียกว่าเป็นก้าวหน้าถอยหลัง แต่เป็นโมเมนตัม ตอนนี้ก็เหวี่ยงมาจำกัดอำนาจ สส. จำกัดไม่ให้ประชาชนชุมนุมสะเปะสะปะ ถ้าไม่มีแรงเหวี่ยงสุดโต่ง อย่างนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ก็ไม่มีจุดนี้ สุดท้ายอยู่ที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะพาไปถึงจุดสมดุลได้หรือไม่ แต่ถ้าเหวี่ยงแล้วไปถึงจุดที่สมดุล ที่เหลือก็มีแต่ความก้าวหน้า"
ไชยันต์ ระบุว่า เนื้อหาจุดใหญ่ที่คนสนใจ คือ เรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ล่าสุด กรธ.ไม่จำกัดระยะเวลา ที่พรรคการเมืองในสภา จะหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อหาคนที่ได้รับการยอมรับสูงสุดมาเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล โดยหากดูระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกการสรรหานายกฯ ใหม่ มีทั้งสองแบบ คือ ทั้งกำหนดเวลาและไม่กำหนดเวลา คือ กรณีหลังการเลือกตั้งทั่วไปและภายหลังสภาลงมติไม่ไว้วางใจ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่กำหนดระยะเวลาว่าต้องมีรัฐบาลภายในเมื่อไร ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ตามความเหมาะสม มีชัยใช้คำว่าตามธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ สภาเบลเยียมก็ใช้เวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป 5-6 เดือน ในการเลือกนายกฯ
ข้อดีของระบบนี้ คือ ให้สภามีเวลาคุยให้รู้เรื่อง แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเราไม่ชอบรัฐบาลรักษาการ ก็ยังต้องทน ซึ่งตามปกติรัฐบาลรักษาการถูกวางกติกาให้ทำงานได้แค่กลไกรูทีน ไม่สามารถแต่งตั้งโยกย้าย ใช้งบประมาณทำโครงการพิเศษ ซึ่งจะทำให้ประเทศหยุดชะงัก
"คนมองว่านี่เป็นการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจหรือเปล่า เพราะถ้าหานายกฯ ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการไปอีกนาน แต่เราต้องคิดไปถึงในอนาคต สมมติรัฐธรรมนูญใช้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า ต่อไปมีการเลือกตั้งทั่วไป เลือกแล้วยังตกลงกันไม่ได้ พรรครักษาการตอนนั้นก็ไม่ใช่รัฐบาลทหารแล้ว แต่อาจเป็นพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์"
ไชยันต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หากยังหาทางออกไม่ได้อาจใช้กรณีพิเศษคือประชุมร่วมกันระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อหาคนนอก แต่เมื่อไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ ก็ไม่ได้เป็นการไปบีบให้หานายกฯ คนนอก
"เห็นชัดๆ อยู่ในร่างคุณมีชัยว่าเขาไม่ได้ไปบีบ ไม่ได้ไปสร้างเงื่อนไข แต่เปิดเวลาให้ไม่จำกัด คุณตกลงกันไม่ได้เอง คุณก็ไม่มีรัฐบาลเองช่วยไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วโดยธรรมชาติคงไม่ถึง 6-7 เดือน แค่เกิน 6 เดือนก็ผิดปกติแล้ว ประชาชนก็คงด่านักการเมืองยับว่าแค่นี้ทำไมตกลงกันไม่ได้ จะบอกว่าสืบทอดอำนาจ ถ้ามองข้ามช็อตมันก็สืบทอดทุกรัฐบาลเลย และที่สำคัญมันแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าไม่ได้ไปบีบให้พบทางตันโดยเร็ว และไปหาคนนอก มันไม่ใช่"
"การที่ร่าง รธน.ให้เอานายกฯ คนนอกมาได้ ถ้านึกย้อนถึงวิกฤตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้าให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกระหว่างเอาสองฝ่ายมาตีกัน หรือให้เอารัฐประหาร คิดว่า สส.พรรคเพื่อไทยในสภา น่าจะยอมเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นคนนอกดีกว่า สส.ในสภาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การมีกลไกนายกฯ คนนอก ก็อาจมีข้อดีแก้ปัญหาวิกฤตตอนนั้นก็ได้"
สำหรับระบบเลือกตั้งรอบนี้ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540-2550 โดยพยายามคิดคะแนนอย่างละเอียด ทำให้ทุกเสียงที่ประชาชนลงคะแนนไม่สูญหาย แต่โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง 250 เสียง ก็ยังมีถ้าพรรคการเมืองเป็นที่นิยมจริงๆ
"เลือกตั้งปี 2550 เขตใหญ่ 3 เบอร์ ตอนนั้นนักกฎหมายมหาชนบอกระบบเลือกตั้งจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก แต่ปี 2550 ประชาชนยังเหนียวแน่นกับพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ ผลออกมาก็จริง พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เสียงเกินครึ่งแต่ก็ได้เสียงมาก ประชาธิปัตย์ได้ที่สอง ไม่ได้เป็นเบี้ยหัวแตก ครั้งนี้ก็ยังยืนยันว่าถ้าประชาชนยังชื่นชมพรรคการเมือง สมมติถ้าเขาชื่นชมพรรคเพื่อไทยจริงๆ เขาก็ทำได้ รักเดียวใจเดียว เลือกทั้งคนทั้งพรรค"
ถามชัดๆ ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ตอบว่า อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะพยายามไปบูรณาการกลุ่มมุ้งต่างๆ ให้กลับมาเหนียวแน่นได้เหมือนเดิมหรือไม่ และจะมีนโยบายก้าวข้ามทักษิณ ขายนโยบายประชานิยมยั่งยืน ลดการบู้ล้างผลาญ อ้างมวลชนออกกฎหมายนิรโทษกรรม ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็คิดว่าเพื่อไทยยังมีโอกาส
"แต่ความต้องการอยู่รอดของนักการเมือง เมื่อเลือกตั้งแล้ว เป็น สส.ก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ฝ่ายรัฐบาลได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าแข่งกันมากในพรรคเดียวกัน และมีทางเลือกอื่น เหมือนการควบรวมพรรคการเมืองปี 2544 -2547 ซึ่งตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี 2540 พยายามทำให้เกิดพรรคสองพรรคใหญ่ ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เองต้องการควบรวมการควบรวมพรรคอื่น แต่มันจะเกิดไม่ได้ ถ้า สส.พรรคอื่นไม่ไป ตรงนี้ชัดเจน ใช่แค่ความอยู่รอดแต่เป็นเรื่องของการตอบสนองกิเลสตัณหาทางการเมือง"
บทเรียนปี 2544-2547 สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทำให้สะท้อนว่า การเลือกตั้งปี 2560 ที่จะมีขึ้นก็อาจเกิดการต้องเอาตัวรอดได้อีก พรรคเพื่อไทยหากยังมีทีมงาน สส.อย่างที่เคยมี ก็สามารถได้คะแนนมาก ถ้าคิดว่ามาถูกทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประชาชนเข้าใจ เห็นใจ ประชาชนก็อาจลงคะแนนทำให้ได้เสียงเกิน 250 เสียง แต่ สส.บางคน หากเห็นท่าไม่ดีก็อาจจะไปเกาะพรรคอื่น
ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ไชยันต์ อธิบายว่า มันเป็นระบบที่ทำให้คะแนนประชาชนไม่สูญหาย สมมติคนชนะได้ 2,000 คะแนน ที่สองได้ 1,500 คะแนน คนที่ลงคะแนน 1,500 คน ก็ต้องมีตัวแทนในสภาเช่นกัน นี่คือความละเอียด
“ผมบอกได้เลยว่าไม่มีระบบเลือกตั้งไหนเป็นกลางในโลกนี้ ทุกระบบเลือกตั้งรองรับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์ทางการเมือง อย่างในเยอรมัน เขามีระบบเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน อย่างอังกฤษเขาบ่นว่าวันแมนวันโหวต ทำให้ได้แต่พรรคเลเบอร์ คอนเซอร์เวทีฟเป็นหลัก ที่สามได้คะแนนไม่เยอะสักที เขามีการเรียกร้องที่จะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้มีความสลับซับซ้อน พอที่จะส่งเสริมให้ข้อเรียกร้องให้ประชาชนใหม่ๆ ไม่ใช่คอนเซอร์เวทีฟกับเลเบอร์
....โลกมันเปลี่ยน ระบบสองพรรคใหญ่มันเคยเวิร์ก เมื่อศตวรรษที่ 20 เห็นภาพสวยงาม ในสหรัฐ อังกฤษ ซึ่งสหรัฐไม่ได้วางแผนให้มีสองพรรค เขาไม่ต้องการให้มีพรรค เพราะจะมีฝักฝ่ายไม่นำไปสู่ประโยชน์สาธารณะแท้จริง แต่สองพรรคใหญ่เกิดโดยธรรมชาติ แต่ของบ้านเราคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 พยายามทำให้เหลือสองพรรคใหญ่ คิดตามฝรั่งเขา โดยไม่เข้าใจจริงๆ จังๆ ว่ามันเป็นการพัฒนาโดยธรรมชาติ"
ไชยันต์ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า เดนมาร์กและสวีเดนไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสองพรรคใหญ่ เขาก็อยู่กันได้ ใช้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรรมนูญเหมือนอังกฤษ สองประเทศนี้จัดอันดับทางการเมืองมีสิทธิเสรีภาพสูงกว่าอังกฤษ แต่เขาไม่เป็นระบบสองพรรคใหญ่ อีกทั้งเดนมาร์กยังได้รับการจัดอันดับจากสหประชาชาติว่าคนมีความสุขในโลก
เมื่อถามว่าการวางระบบเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวชอบรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่กำหนดให้เลือกแบบเขตใหญ่ให้ที่สองที่สามได้เข้าไปในสภาเพราะชอบอะไรที่คะแนนไม่เสีย เราชินกับการมีตัวเลือกเยอะ ทั้งหนังสือพิมพ์ แปรงสีฟัน มีให้เลือกหลายยี่ห้อแต่ในพื้นที่กลับมีให้เลือกพรรคเดียวหรือสองพรรคใหญ่มันไม่ตอบโจทย์
อย่างระบบเลือกตั้งของสวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสเองยังไม่เข้าใจ ละเอียดถี่ยิบเหมือนสเกล ชอบคนนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ชอบคุณหรือไม่ชอบคุณ
"ระบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันเข้าใจการทำงานได้ยากเสมอแหละ คุณลองไปแงะระบบรถหรูที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ขอโทษ ช่างธรรมดาไม่มีทางเข้าใจ"
ส่วนประเด็นเรื่อง "สืบทอดอำนาจ" ที่ถูกวิจารณ์ว่า ยัดเข้ามาในบทเฉพาะกาลจะฉุดให้รัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ ไชยันต์ บอกว่า สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยในการทำประชามติหรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการติดเบรก
"ที่ผ่านมา รถสปอร์ตผ่านการตรวจสอบ เช็กสภาพทุกอย่างมาตรฐาน แต่ถ้าคนขับไม่ดี รถก็พังอยู่ดี เหยียบ 258 กม./ชม. บ้าหรือ ถนนมีอยู่แค่นั้น ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มันก็ดี ให้รถซิ่งมาคันหนึ่ง น้ำมันเติมเต็ม ทุกคนโบกมืออยู่ข้างทางเฮๆๆ ก็เหยียบกันนรกแตก... นี่จึงอาจไม่ใช่การถ่วงหรือฉุดรั้ง แต่เป็นการติดเบรก รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ดีแต่คนเหยียบคันเร่งกันเร็วเหลือเกิน ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่คนที่ไปชุมนุม ก็เหยียบกันเร็ว"
ไชยันต์ กล่าวว่า ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เกิดภาวะอนาธิปไตย และลงเอยด้วยการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย พยายามบูรณาการขั้วอำนาจให้มาอยู่ในเวที ให้สถาบัน องค์กร ให้มาคุยกัน ให้ทหารไปอยู่ในวุฒิสภาไปคุยกันบนเวทีนั้น เขาคิดได้แค่นี้แทนที่จะไปต่อยกันข้างนอกก็ให้มาต่อยกันข้างในก่อน โอกาสที่จะแหลกลาญเกิดความวุ่นวายก็ทอดเวลาออกไป
"ที่ผ่านมา นักวิชาการบอกว่า อัตราการมีส่วนร่วมของประชาชนมีสูงเท่าไร จะต้องมีทักษะที่จะอยู่ร่วมกันสูงเท่านั้น อย่างคนไปเดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต ถ้ามวลชนไม่มีทักษะ ก็ตีกันทุกที ถ้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเยอะ แต่ทักษะการอยู่ร่วมกันต่ำการเมืองก็เจ๊ง จึงต้องลดพลังการมีส่วนร่วม"
ถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่กฎหมาย แต่ต้องอยู่ที่ประชาชนด้วยว่ามีวินัย และใช้เสรีภาพอย่างมีคุณภาพหรือไม่
"นักปรัชญาการเมืองในอดีต บอกว่าเวลาพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องพูดถึงคนด้วย ต่อให้รัฐธรรมนูญรูปแบบการปกครองดีแค่ไหน แต่คนไม่ได้คุณภาพก็เจ๊ง ต้องมีทั้งสองเรื่อง แต่คุณภาพคนไทยที่อาจจะหวือหวา เป็นพลังมวลชนที่เข้มแข็งในเซาท์อีสต์เอเชีย แต่เรื่องการรู้จักสิทธิ หน้าที่ และระเบียบวินัย บ้านเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าพูดภาษางานบริหารงานบุคคล ทรัพยากรบุคคลเรายังไม่มีคุณภาพเท่าไร ทำอะไรสะเปะสะปะตามอำเภอใจ"
ไชยันต์ ชี้แจงว่า การมองร่างรัฐธรรมนูญนั้นมองในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักโวหาร ไม่ใช่นักอุดมการณ์ ซึ่งนักอุดมการณ์นั้นพูดง่ายๆ ก็คือพวกที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น มีแต่จุดยืนของตัวเอง ทั่วโลกที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ นักการเมืองก็ดี ประชาชนก็ดี เวลาจะแสดงออกทางการเมือง มักใช้วาทศิลป์ โวหารให้คนเห็นด้วยกับตัวเอง ไม่ได้ลงไปหลักการและเหตุผล ทฤษฎี ปรัชญาการเมือง ประชาธิปไตย แต่เป็นวาทกรรม
"เหมือนที่พรรคการเมืองโจมตีรัฐธรรมนูญนั้นก็พูดง่าย เพราะมีสองอย่างที่พูดยังไงก็ถูก พูดเมื่อไรถูกเมื่อนั้น คือ อำนาจเป็นของประชาชน แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครพูดเรื่องประชาธิปไตยถือว่ารุนแรง อีกเรื่องคือใครอ้างสถาบันก็แย่ เพราะอ้างเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ผิด แต่มันไม่ถูก เพราะสองเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนมาก" ไชยันต์ ทิ้งท้าย







