posttoday
ยุทธศาสตร์การค้าการเงิน ความสมดุลใหม่เศรษฐกิจไทย

ยุทธศาสตร์การค้าการเงิน ความสมดุลใหม่เศรษฐกิจไทย

01 เมษายน 2559

โดย..ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย..ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

ได้อ่านบันทึกคำพูดของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ หนังสือกล่าวถึงคำพูดหนึ่งว่า “ผมเสียดายที่รู้สึกว่าได้บกพร่องไปในการพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ คือดูแต่ความเจริญเติบโตของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ได้เฉลียวถึงความยุติธรรมในสังคม ข้อนี้จึงพยายามแก้ด้วยวิธีพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง[i]” คำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้ดีเสมอถึงปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นแม้ประเทศไทยจะพัฒนาขึ้นมาก จนวันนี้หากสังเกตดีๆ คำว่า ชนบท ไม่ค่อยมีการนำมาใช้งานอีกต่อไป โครงสร้างหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ปัญหายังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมนักในแง่แก่น รูปแบบภายนอกเท่านั้นที่เปลี่ยนไป

คำพูดนี้คุณค่าสูงมากในหลายๆ ด้านสำหรับผู้เขียน มองคุณค่าของคำกล่าวนี้ในแง่ที่ว่า ทำอย่างไรจะนำหลักคิดที่พูดไว้นานแล้วมากำหนดยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้างบางประการโดยอาศัยปัจจัยภายนอกคือ “AEC” มาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในและปรับนโยบายภายในบางประการเพื่อแก้ปัญหาภายนอก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Economic Disparity) เป็นเรื่องซับซ้อนและถูกขยายความในเชิงลบได้ง่ายมาก ที่สำคัญคือผู้ที่ได้รับผลจากสิ่งนี้ไม่ว่าบวกหรือลบมักติดใจ คือติดอยู่ในใจไม่มีวันลืม เมื่อไม่ลืมก็ไม่มีการมองอะไรใหม่ หรือทางออกใหม่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคสมัยใหม่จะใช้นโยบายการเงิน การคลังเป็นหลัก โดยไม่มองกลไกแบบจุลภาคร่วมด้วยเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

ตามกระดาษ เรามีระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า “AEC” ที่เราอาจได้ประโยชน์มากมายในแง่ความสามารถที่ได้เปรียบขึ้นในการขยายการค้า การลงทุนออกสู่ประเทศสมาชิก แต่ในทางปฏิบัติมีสักกี่คน มีธุรกิจสักกี่รายในประเทศนี้ ที่ได้ใช้และสามารถก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจทางกว้างนี้อย่างประสบความสำเร็จจริง? สิ่งที่รัฐบาลส่งเสริมในทางปฏิบัติทำได้จริงเพียงใด ในแง่ที่ว่าสามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำไปในตัว หรือทำแล้วเพียงสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่มในประเทศ? ทุกอย่างย่อมมีทั้งบวกและลบพร้อมๆ กัน การที่ได้มีโอกาสรับฟังปัญหาบางอย่างจากนักธุรกิจหลากหลาย ผ่านช่องทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำให้เห็นมุมกว้างและผลกระทบเชิงนโยบายขึ้น อยากขอยกตัวอย่างนโยบายที่ดี พร้อมๆ กับผลกระทบที่ควรติดตามในการปฏิบัติจริง

นโยบายแรก คือ การพยายามผลักดันให้มีการลงหลักปักฐานของธุรกิจไทยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเกิดขึ้นในลักษณะรวมตัวกันไปเป็นกลุ่มก้อนของนักธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งเป็นนโยบายที่เห็นมากในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นโยบายนี้น่าสนับสนุนเพราะใกล้ประเทศ โอกาสที่ SME ที่มีจำนวนมหาศาลของไทยจะได้รับประโยชน์บ้างมีสูงกว่า ที่สำคัญคือ ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้คุ้นเคยกับสินค้าไทยมายาวนาน และต้องการสินค้าพื้นฐาน ที่อยู่ในความสามารถของธุรกิจไทยผลิตได้ โดยไม่ต้องลงทุนปรับปรุงด้านเทคโนโลยีสูงมากนัก เพราะวันนี้ไม่มีใครกล้าลงทุน และแม้จะกล้าลงทุน เงินทุนนั้นจะมาจากไหน?

ข้อที่ควรติดตามของนโยบายนี้คือต้องดูให้แน่ใจว่ากลุ่มธุรกิจที่ไปคือ SME ตัวจริง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเหลื่อมล้ำ 2 ข้างทันที คือข้างประเทศเราเอง กับข้างประเทศเพื่อนบ้าน ข้างประเทศเราไม่ต้องกล่าวอะไรมาก ข้างประเทศเพื่อนบ้านหากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปในลักษณะที่มีอำนาจเหนือตลาดสูงเกินไป เพราะมีรายใหญ่ไปเป็นหลัก ประเทศไทยอาจจะไม่ใช่ประเทศที่เป็นที่รักของเพื่อนบ้านอีกต่อไปในอนาคต เช่น ข่าวการกระทบกระทั่งระหว่างประเทศลาวและจีนในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ลักษณะนี้จะเกิดยากหาก SME ไป เพราะไปแล้วจะเอาให้รอดยังลำบาก ไม่มีทางไปสร้างอิทธิพลเหนือตลาดได้ ที่สำคัญธรรมชาติของธุรกิจเมื่อเล็กกลางไป ย่อมต้องแสวงหาพันธมิตรท้องถิ่นทำให้เกิดความร่วมมือกับธุรกิจที่นั่น น่าจะเป็นลักษณะความร่วมมือที่สวยงามกว่า

นโยบายที่สอง ที่ได้ข่าวมาจากวงการการเงินและการธนาคาร ไม่แน่ใจว่าสถานะของความคิดหรือนโยบายนี้อยู่ในขั้นใด หรือเป็นเพียงข่าวลือ แต่ถ้าเป็นข่าวลือ ก็ขอลือให้เป็นข่าวจริงๆ ไปเลย และขอชื่นชมหากทำได้จริง นั่นคือ การมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์จัดตั้ง Start Up Fund (กองทุนสำหรับธุรกิจเกิดใหม่) โดยมีการแยกกฎเกณฑ์ต่างๆ ออกมาให้มีความแตกต่างจากการปล่อยสินเชื่อปกติของธนาคาร ต้องยอมรับความจริงว่า เกณฑ์ของธนาคารปัจจุบันยากมากที่จะผลักดันในเกิดธุรกิจในลักษณะใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงในการเริ่มต้นสูง ซึ่งธนาคารก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน เข้าใจได้เรื่องเสถียรภาพต่างๆ แต่หากจะผลักประเทศให้มีนวัตกรรมจำเป็นต้องมีทุนพิเศษลักษณะนี้เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าไม่มีในวงกว้างพอ เลิกพูดเรื่องประเทศไทยจะเป็นประเทศนวัตกรรมจะดีกว่า เพราะคนรุ่นใหม่ๆ หรือ Start Up รุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูง ก็ไม่รอประเทศเช่นกัน

ผู้เขียนพบ Start Up มากมายที่ไปก่อตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย หรือแม้แต่จีน เพราะมีทุนในลักษณะที่เหมาะสมกว่า ต้นทุนต่ำกว่า จึงเกิดสภาวะใหม่ที่อยากเรียกว่า Start Up สมองไหล เทียบกับแรงงานไทยสมัยก่อนที่ไหลไปทำงานต่างประเทศ และอย่าเอาประเด็นไปไกลถึงขนาดรักชาติหรือไม่รักชาติ

อยากมองแบบนี้มากกว่าว่า ระบบเศรษฐกิจของชาติมีความสามารถพอหรือไม่ ที่จะดึงดูดคนเก่งจำนวนมากให้อยู่ในชาติและเป็นคนเก่งแบบมูลค่าเพิ่มสูงมาก จำนวนคนมาก ซึ่งต้องมีโครงสร้างเข้าถึงทุนต่างๆ ที่ยืดหยุ่น เป็นธรรมและหลากหลายกว่าปัจจุบัน นี่ล่ะความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ ไม่ใช่ชนบท ท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ข้ามประเทศไปเลย

[i] จากคอลัมน์ “สานพลังหวังด้วยพลังธรรม” โดย พระไพศาล วิสาโล ในหนังสือ “สารป๋วย” เจ้าของโครงการ 100 ปีชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69