
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย : โอกาสและความท้าทาย
โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ในวันนี้ผมขอเล่าถึงมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อภาครัฐและภาคเอกชน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องวางกลยุทธ์รับมืออย่างรอบด้านและทันท่วงที
ขอเริ่มด้วยความท้าทายจากความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลก ซึ่งมีนัยต่อเสถียรภาพของระบบการเงินไทย ตั้งแต่ต้นปีนี้เราเห็นความผันผวนสูงขึ้นมากทั้งในตลาดหลักทรัพย์ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และค่าเงินของหลายประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเกิดใหม่
ความผันผวนดังกล่าวเกิดจากอย่างน้อย 3 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน ซึ่งรัฐบาลมุ่งลดบทบาทของการลงทุนและการส่งออกสินค้า และหันมาเพิ่มสัดส่วนของการใช้จ่ายภายในประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนกำลังปรับโครงสร้าง นักลงทุนย่อมอ่อนไหวต่อสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ มากกว่าในภาวะปกติ เพราะมีความไม่ชัดเจนในหลายด้าน
อย่างไรก็ดี ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจจีนเริ่มลดลงบ้างหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งสัญญาณว่าทางการจะดำเนินนโยบายการเงิน การคลังแบบผ่อนปรนเพื่อประคับประคองแรงส่งของเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและลดกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม ในระยะต่อไป การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนยังมีโอกาสที่จะสร้างความผันผวนในตลาดการเงินตลาดทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยที่สอง เกิดจากความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นปี 2558 เรื่อยมา ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อฐานะทางการเงินของประเทศผู้ส่งออกสินค้าดังกล่าว ตลอดจนความสามารถในการทำกำไรและความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังการจ้างงาน การลงทุน และฐานะของสถาบันการเงินของหลายประเทศ แม้ว่าราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวมากขึ้น แต่ทิศทางในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอน
ปัจจัยที่สาม คือ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ๆ ของโลกที่ทิศทางแตกต่างกัน (Policy Divergence) เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่องจนนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ในระยะต่อไปเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างช้าๆ ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือน มี.ค. เฟดได้ส่งสัญญาณว่าอาจชะลอความเร็วของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกค่อนข้างสูง แต่ในช่วงที่ผ่านมาภาคการเงินไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนโลกค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ เพราะเศรษฐกิจไทยมีกันชนหรือภูมิคุ้มกันด้านต่างประเทศที่ดี เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลถึงร้อยละ 9 ของจีดีพี หรือประมาณ 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558 และคาดว่าจะเกินดุลต่อเนื่องในปี 2559 สาเหตุสำคัญเป็นเพราะต้นทุน การนำเข้าน้ำมันถูกลงมาก เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงถึง 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี สะท้อนว่าฐานะด้านต่างประเทศของเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง และมีกันชนที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้
นอกจากนี้ ในปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมีบทบาทไม่สูงนักในตลาดทุนไทย การถือครองพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติอยู่เพียงประมาณร้อยละ 9 ของยอดคงค้างทั้งหมด หนี้ต่างประเทศของธุรกิจเอกชนก็อยู่ในระดับต่ำ และส่วนใหญ่เป็นหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์เงินทุนไหลออกฉับพลันจนกระทบต่อฐานะการเงินของธุรกิจรุนแรงเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จึงมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับหลายความท้าทายสำคัญ การส่งออกสินค้าซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงซบเซา มูลค่าการส่งออกสินค้ายังหดตัวสูงและมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก และปัญหาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย การส่งออกสินค้าที่หดตัวทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระมัดระวังที่จะลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อการจ้างงานโดยรวมยังไม่รุนแรง อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำแม้จำนวนชั่วโมงการทำงานจะลดลง
นอกจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินธุรกิจแล้ว อีกมิติหนึ่งซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ คือ การยกระดับศักยภาพ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นมากขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจศักยภาพสูง
ในส่วนของภาครัฐ บทบาทสำคัญคือ การสร้าง “บรรยากาศ” “แรงจูงใจ” และ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่จะสนับสนุนการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยต้องทำงานเชิงรุกและสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง และระหว่างภาครัฐกับเอกชน
(โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า วันที่ 8 เม.ย. 2559)







