
ผ่อนคลายนโยบายการเงิน-การคลัง ไม่ควรทำเกินพอดี
เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจรัฐบาล เมื่อเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจรัฐบาล เมื่อเจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เข้ามาเก็บข้อมูลและประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2559 แล้วสรุปผลการประเมินออกมาว่า พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งพอจะเอื้อให้เศรษฐกิจขยายตัวทั้งระยะสั้นและระยะยาว และเห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแบบผ่อนปรนของรัฐบาล ที่จะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้ขยายตัว 3% และจะเพิ่มเป็น 3.2% ในปี 2560
นโยบายการคลังแบบผ่อนคลายที่รัฐบาลได้ดำเนินการมา มีทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจระดับฐานราก อาทิ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 จำนวน 11,151 ล้านบาท มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2558/2559 ในส่วนที่เกี่ยวกับ ธ.ก.ส. ได้แก่ โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว วงเงิน 975 ล้านบาท
โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 1.25 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก วงเงิน 26,740 ล้านบาท (ค่าชดเชยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 3,137 ล้านบาท) พร้อมกันนั้น รัฐบาลได้อนุมัติวงเงินโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกข้าว จำนวน 385 ล้านบาท
สำหรับมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย มีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เร่งรัดการลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงิน 39,743 ล้านบาท อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในพื้นที่ กทม. จำนวน 1,300 ล้านบาท หักลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อสินค้าไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ภายใน 25-31 ธ.ค. 2558
มาตรการทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท สำหรับซื้อที่อยู่อาศัย ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดเหลือ 0.01% เป็นเวลา 6 เดือน รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
ล่าสุดคือการทำโครงการบ้านประชารัฐผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ ธอส. วงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท ให้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ และบ้านราคาไม่เกินหลังละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้มีการขอกู้เต็มวงเงินไปแล้ว
มาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี คือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท การค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 วงเงิน 1 แสนล้านบาท กองทุนร่วมลงทุนในกิจการเอสเอ็มอี โดยมีวงเงินร่วมลงทุน 6,000 ล้านบาท
สำหรับมาตรการที่เป็นพระเอกในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การเร่งรัดการลงทุนภาครัฐขนาดเล็ก วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 20% เป็นการถาวร ลดภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน
ลดหย่อนภาษีให้กับเอกชนที่ได้บีโอไอ ที่สามารถเริ่มผลิตหรือเริ่มให้บริการและมีรายได้ภายในปี 2560 และลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเป็น 2 เท่า ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ให้กับซูเปอร์คลัสเตอร์ และลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มอีก 5 ปี และในกิจการที่มีความสำคัญสูง กระทรวงการคลังอาจจะยกเว้นภาษีสูงสุดถึง 10-15 ปี
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการชั่วคราวระยะสั้น เช่น การกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ให้ซื้อสินค้าและมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบวงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท นำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีภาษี 2558 ล่าสุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง หากกินและเที่ยวในประเทศวงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ก็นำมาหักลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2559 ได้เช่นกัน
มาตรการการคลังนั้นเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลใช้เต็มสูบ แต่ทางด้านนโยบายการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแล ยังไม่ได้ใช้มาตรการอะไรเป็นพิเศษ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% แต่ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทเป็นช่วงๆ ไม่ให้ผันผวนรุนแรงมากเกินไป จากผลกระทบเงินทุนไหลเข้าที่มาจากนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน
นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและถี่ ก็เป็นไปได้ที่เงินทุนต่างชาติจะเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศเกิดใหม่ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดการณ์ เพราะเงินไหลเข้ามาในตลาดทุน จนทำให้ค่าเงินบาททรงตัวไปในทางแข็งค่า ซึ่ง ธปท.ต้องใช้นโยบายการเงินดูแลค่าเงินมากกว่าจะใช้ดูแลเงินเฟ้อ
คำแนะนำจากไอเอ็มเอฟนั้นพอฟังได้ แต่รัฐบาลควรจะต้องปฏิบัติตามทุกประการหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่จำเป็น เพราะความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยนั้นมาจากปัจจัยต่างประเทศล้วนๆ ทำให้การส่งออกติดลบอย่างหนัก
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ การล่าช้าการเบิกจ่ายโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ อัตราดอกเบี้ยและภาระหนี้ที่แท้จริงจะปรับสูงขึ้น โดยหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงอาจส่งผลต่อการบริโภค และในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงอาจส่งผลต่อฐานะของสถาบันการเงินได้
อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า รัฐบาลใช้มาตรการการคลังในการประคับประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นนโยบายที่มาถูกทางแล้ว ซึ่งประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพและช่องว่างที่จะใช้มาตรการการคลังในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก เนื่องจากไทยมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับต่ำที่ 45%
“ในเอเชียทุกประเทศ ทั้งประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยเองก็ได้หันมาใช้มาตรการการคลังอย่างโดดเด่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันมีตัวอย่างให้เห็นว่าที่ผ่านมาทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ได้มีการใช้มาตรการการเงินแบบสุดโต่ง ลดดอกเบี้ยต่ำจนติดลบแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว” อุสรา กล่าว
สำหรับนโยบายการเงินขณะนี้ก็มีการผ่อนคลายอยู่แล้ว โดยสภาพคล่องในระบบยังล้นตลาดมีเงินประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็ต่ำเป็นประวัติการณ์ และการลดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมากๆ แต่หากภาคเอกชนไม่มีความเชื่อมั่นก็ไม่กู้เงินไปลงทุน
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ ถ้าจะกระตุ้นควรใช้นโยบายการคลังมากกว่านโยบายการเงิน เนื่องจากเห็นผลเร็วกว่า แม้แรงกดดันให้ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ แต่ ธปท.ยังห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และดูแลด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ จึงควรเก็บกระสุนไว้รับความผันผวนในอนาคต







